‘โปรดใช้วิจารณญาณรับชม’ แก้หรือเพิ่ม?‘สิ่งลี้ลับ’เกลื่อน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200160

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า “แรงสุดๆ” กับกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ด้านหนึ่งร้านค้าหลายแห่ง “สนองศรัทธา” จัดโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่มากับตุ๊กตาลูกเทพ ทำกำไรไปได้ไม่น้อย แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามว่า “สังคมไทยจะงมงายไปถึงไหน?” เพราะอยู่ดีๆ ก็ไปนำตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตมาอุ้มและเลี้ยงดูประหนึ่งเป็นเด็กทารกจริงๆ พาไปไหนมาไหน และพูดคุยด้วยเป็นเรื่องเป็นราว

แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมาสังคมไทยคุ้นเคยกับ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์-เรื่องราวลี้ลับ” เป็นอย่างดี ตั้งแต่“พระเครื่อง” ที่บางรุ่นราคานับแสนนับล้านบาท มาจนถึง“จตุคามรามเทพ” ที่เคยได้รับความนิยมมากพอกันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่นับเครื่องรางของขลังอื่นๆ อีกมาก ที่โฆษณากันทางสื่อต่างๆ พร้อมกับนำเอาหมอดูบ้าง ผู้อ้างตัวว่ามี“พลังพิเศษ” บ้าง มาทำนายโชคชะตาออกอากาศ ก่อนปิดท้ายให้เสียเงินทองเช่าบูชาของขลังเหล่านั้น

จนมีผู้ตั้งคำถามเช่นกันว่า..เรื่องแบบนี้เข้าข่าย “หลอกลวง-ฉ้อโกง” หากินกับ “ความไม่รู้” หรือไม่?!!!

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) อธิบายว่าการโฆษณาเครื่องรางของขลังต่างๆ จะเข้าข่ายหลอกลวง-ฉ้อโกงหรือไม่? ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ให้ดูที่ “ความเชื่อ” ของผู้ที่นำของขลังเหล่านั้นมาโฆษณา โดยหากพิสูจน์ได้ว่าตนเชื่อโดยสุจริตใจว่าสิ่งนั้นมีคุณวิเศษตามที่ระบุไว้ให้ผู้อื่นได้ทราบจริงๆ..

ก็ถือว่า “ขาดซึ่งเจตนาหลอกลวง”!!!

แต่ในทางกลับกัน..หากเจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าของสิ่งนั้นไม่มีอำนาจวิเศษจริง หรือพูดง่ายๆ คือ “ไม่เชื่อ” แต่ยังนำของสิ่งนั้นมาเที่ยวโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณอย่างนั้นอย่างนี้จนมีคนจ่ายเงินซื้อ ลักษณะนี้เข้าข่าย “ฉ้อโกง” อย่างแน่นอน แล้วถ้ายิ่งไป “หากิน” กับคนบางกลุ่ม เช่น เด็กหรือผู้ที่มีสภาวะอ่อนแอทางจิตใจ..

โทษก็จะยิ่ง “หนักขึ้น” ทั้งจำและปรับ!!!

“การอวดอ้างสรรพคุณนั้น ผู้ที่นำเครื่องรางต่างๆ มาให้เช่า เชื่อโดยสุจริตใจว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณวิเศษตามที่ระบุไว้ให้ผู้คนได้รับทราบจริง บุคคลนั้นก็ย่อมไม่มีเจตนา และโดยทั่วไปหากอัตราที่กำหนดให้เช่านั้นไม่สูงจนเกินไป หรือไม่ได้เป็นการกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยตรง ก็จะไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

การอวดอ้างสรรพคุณนั้น ผู้ที่ทำการโฆษณาสรรพคุณรู้อยู่ว่าไม่จริง และทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินอย่างมากมายจากผู้ที่เข้าไปทำการเช่าเครื่องรางเหล่านั้น เช่นนี้ ก็จะเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกง โดยเฉพาะหากว่าได้ทำบนพื้นฐานของความเบาปัญญา หรือความอ่อนแอทางจิตของผู้ที่เข้าทำการเช่าเครื่องราง”

“อาจารย์เจษฎ์” กล่าว ซึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ระบุว่า หากการฉ้อโกงทำกับบุคคลบางกลุ่มดังกล่าว โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ความผิดฐานฉ้อโกง หากไปทำบนโลกออนไลน์ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วย

ส่วนการทำนายของหมอดู “อาจารย์เจษฎ์” กล่าวว่า เบื้องต้นใช้หลักเดียวกันกับการจำหน่ายเครื่องรางของขลัง คือถ้าหมอดูเชื่อในศาสตร์นั้นจริงก็ไม่เข้าข่ายฉ้อโกง แต่สำหรับการทำนายทายทักแบบรวมๆ ไม่ใช่กับผู้ใดผู้หนึ่ง แล้วเกิดกระแสแตกตื่นโกลาหลในสังคม

ก็อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ว่าด้วยการบอกเล่าความเท็จจนผู้คนตระหนกตกใจกลัว มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไปทำบนโลกออนไลน์ ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ด้วยเช่นกัน

มีคดีตัวอย่างมาแล้ว..กับกรณี “เด็กชายปลาบู่” ที่ทำเอาคนขวัญผวา เพราะกลัว “เขื่อนแตก” ตามคำทำนาย!!!

อีกมุมหนึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสังเกต..กรณีที่สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ปล่อยให้มีการนำหมอดูหรือผู้วิเศษต่างๆ มาออกรายการกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่? ประเด็นนี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า

ในแง่กฎหมายควบคุมเนื้อหาที่ออกอากาศ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551มาตรา 37 ห้ามเฉพาะรายการที่เป็นการล้มล้างการปกครอง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี หรือมีเนื้อหาลามกอนาจาร หรือทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของประชาชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ไม่รวมถึงรายการประเภท“เรื่องลี้ลับ” แต่อย่างใด

แต่ก็จะต้องใส่ “คำเตือน” ในรายการด้วยทุกครั้งเสมอ!!!

“การโฆษณาเครื่องรางของขลัง ขณะนี้มันยังไม่ผิดตามมาตรา 37 เพราะมาตรานี้มันต้องเป็นสื่อลามกอนาจาร หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือศีลธรรมอันดี แต่โฆษณาจำพวกนี้ก็ต้องขึ้นคำว่า..เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ..การดูดวงก็เช่นกัน ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม” เลขาธิการ กสทช. ระบุ

ด้านสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ตามปกติในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ มีข้อปฏิบัติว่าด้วยการนำเสนอข่าวหรือรายการว่าด้วยเรื่องลี้ลับเหล่านี้อยู่แล้ว เช่น ไม่นำเสนอในแง่ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

โดยเฉพาะการสร้าง “ความเชื่อที่ผิดๆ” และเป็นอันตราย!!!

“ผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม สื่อจะไม่นำเสนอก็ไม่ได้ แต่การนำเสนอต้องไม่ใส่ความเห็นหรือสร้างความเชื่อที่ผิดๆ ในหมู่ประชาชน การนำเสนอควรเป็นแง่มุมทางออกหรือทำให้คนมีสติรู้จักยั้งคิด ไม่ใช่ไปปั่นกระแสให้เกิดความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง” ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวทิ้งท้าย

มีผู้กล่าวแบบประชดประชันว่า “เมืองไทยเป็นเมืองหลวงแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์” จากการที่ความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากที่ใดของทุกมุมโลก คนไทยก็สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลง สร้างเรื่องราวให้เข้ากับบริบทไทยๆ เพื่อกราบไหว้บูชาได้ทั้งสิ้น ถึงขนาดที่เคยมีการศึกษาแล้วพบว่า เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจว่าด้วยความเชื่อเรื่องลี้ลับในไทย สูงถึงปีละกว่าสองหมื่นล้านบาท และปัจจัยลบใดๆ ทางเศรษฐกิจ ก็ไม่มีผลกระทบกับธุรกิจประเภทนี้

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้ไม่ได้ต้องการดูถูกดูแคลนผู้ใด..เพราะตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับตนเอง คนรอบข้างและสังคม แต่ละคนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเชื่อในสิ่งต่างๆ ได้อย่างเสรี แต่ก็มีเรื่องน่าคิดเช่นกัน ว่าประโยคคำเตือนยอดฮิต
อย่าง “เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม” ใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า?

เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย “สินค้าว่าด้วยความเชื่อ”ก็ยังขายดีในสังคมไทย..ไม่เคยเปลี่ยนแปลง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment