ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/208520
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 หรือเกือบ 28 ปีก่อน ถือเป็น “วันวิปโยค” ของชาว ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง ต้องประสบกับภัยพิบัติ “โคลนถล่ม” พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ จมอยู่ใต้ “ทะเลโคลน” หนากว่า 2 เมตร มีผู้เสียชีวิตและสูญหายร่วม 100 คน แต่ขณะที่ทุกคนต่าง “สิ้นหวัง” กับการฟื้นฟูชุมชนเดิม และ “คราบน้ำตา” จากการทอดอาลัยในชีวิตกำลังไหลเอ่อ…
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองกะทูน” ขึ้น กระทั่งแล้วเสร็จในปี 2540 นับแต่นั้นคนกะทูนกลับมายิ้มได้ และธรรมชาติฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศน์กลับมาสะอาดบริสุทธิ์ โดย “กรมควบคุมมลพิษ”(คพ.) ประกาศให้ “ต้นน้ำแม่น้ำตาปี” ใน อ.พิปูน มีคุณภาพน้ำดีที่สุดในประเทศ และเพื่อรักษาคุณภาพต้นน้ำตาปีให้คงความบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน กองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 4 จึงร่วมกับชาวบ้าน ต.ยางค้อม อ.พิปูน สร้างฝายกั้นแม่น้ำตาปีขึ้น โดยเป็นฝายขนาด 35×45 เมตร หูช้างข้างละ 20 เมตร ยกระดับน้ำได้ 2 เมตร กักเก็บน้ำได้ 36 ตารางกิโลเมตร
“ยางค้อมร่วมใจ” ถือเป็นฝายกั้นน้ำต้นแม่น้ำตาปีฝายแรก เป็น “ฝายมีชีวิต” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหา “ภัยแล้ง” ในพื้นที่ต่างๆ…
“ที่เรียกว่าฝายมีชีวิต เพราะเกิดขึ้นจากความต้องการและความร่วมมือของประชาชน ไม่หวังพึ่งงบประมาณจากรัฐ ไม่ต้องมีเงินก็ทำได้ขอแค่มีไม้ไผ่ เชือก กระสอบทรายก็ทำได้แล้ว”สุทธิพงศ์ ทองจันทร์ สารวัตรกำนัน ต.ยางค้อม กล่าวถึงที่มาของคำว่า “ฝายมีชีวิต”

เขา ย้อนอดีตให้ฟังว่า ที่มาของการสร้างฝายแห่งนี้ เกิดจากชาวบ้านมองว่า “แม่น้ำตาปี” มีลักษณะสูงชัน “ฤดูฝน” มักเกิดภาวะน้ำหลากรุนแรง แต่ช่วง “ฤดูแล้ง” ลำน้ำกลับแห้งขอด ส่งผลให้ระบบนิเวศน์ช่วงต้นน้ำเสียหายเป็นวงกว้าง และทุกครั้งที่เกิดปัญหา “ภัยแล้ง” รัฐบาลจะให้งบประมาณมาขุดแม่น้ำตาปีเพื่อหาน้ำ แต่ยิ่งขุดลึกลงไปน้ำก็ยิ่งหมด ระบบนิเวศน์ถูกทำลาย พอ “ท่วม” ก็ขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ “แล้ง” ก็ขุดคลองหาน้ำ อีกทั้งในพื้นที่ไม่มีระบบกักเก็บน้ำไว้ได้ ฤดูแล้งชาวบ้านจะขาดแคลนน้ำ
จึงคิดว่าต้องเก็บน้ำเอาไว้ให้ได้ และ “ฝาย” เป็นคำตอบสุดท้าย
“ยางค้อม…ฝายมีชีวิต” เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุนและงบประมาณก่อสร้าง เช่น ไม้ไผ่ เชือก กระสอบทราย เป็นต้น โดยนำไม้ไผ่มาผูกติดกันเป็นคอก แล้วนำกระสอบทรายวางกั้นลำน้ำ จนได้ระดับที่ต้องการ ซึ่งการใช้ต้นไผ่มาเป็นไม้ค้ำยันชะลอน้ำ และปลูกต้นไทรเอาไว้โดยรอบ เพื่อหวังใช้ “รากไทร” ยึดกักเก็บความชุ่มชื้น และรักษาหน้าดินเอาไว้ ช่วยชะลอกระแสน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยกักเก็บน้ำไว้ให้ใช้ในฤดูแล้ง ทุกขั้นตอนการก่อสร้างเกิดขึ้นจากการ “ร่วมใจ” ของชาวบ้านในพื้นที่ที่ทำให้ฝายแห่งนี้มีชีวิตอย่างสมบูรณ์
“ฝายช่วยให้แหล่งน้ำที่นี่มีคุณภาพดีตลอดทั้งปี เพราะใช้วัสดุธรรมชาติในการสร้างเกือบทั้งหมด นี่คือฝายมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยให้ชุมชนมีน้ำอุปโภคบริโภค ต้นไม้ สิ่งแวดล้อมโดยรอบก็ได้ประโยชน์ด้วย” สุทธิพงศ์ กล่าว
ด้าน “ไมตรี สุทธิ” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แม่น้ำตาปีมักเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก บางปีก็แล้งน้ำจนไม่มีน้ำทำการเกษตร ก่อนที่จะมีการทำฝายชะลอน้ำเกิดขึ้นน้ำไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้แห้งแล้งเร็วขึ้น
“ยามหน้าแล้งก็แล้งจนไม่มีน้ำบริโภค ยามมีน้ำก็มีเยอะเกินไป เมื่อมีการทำฝายมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ทำให้การอุปโภคบริโภคกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ” ไมตรี กล่าว
ไม่เพียงเป็น “ต้นแบบ…สู้ภัยแล้ง” แต่ฝายมีชีวิตแห่งนี้ยังช่วยรักษา “ความบริสุทธิ์” ให้กับแหล่งน้ำบริเวณนี้ จนถือเป็นแหล่งน้ำที่มีความสะอาดที่สุดในประเทศไทย
“วิจารย์ สิมาฉายา” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กล่าวว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา คพ.ได้ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำสำคัญ 65 แห่ง จากจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ 366 จุดทั่วประเทศ โดยดำเนินการ 4 ครั้ง เพื่อประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน(Water Quality Index) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดีเพียงร้อยละ 34 พอใช้ร้อยละ 41 และอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมถึงร้อยละ 25 โดยแหล่งน้ำที่ผลประเมินอยู่ในเกณฑ์ดี มี 22 แหล่งน้ำ
แม่น้ำตาปีตอนบนใน อ.พิปูน และ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ยจากการตรวจสอบ 4 ครั้ง เท่ากับ 87 จาก 100 คะแนน สูงที่สุดในประเทศ!!!
อธิบดี คพ. กล่าวอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ “แม่น้ำตาปีตอนบน” มีคุณภาพน้ำดีที่สุดในประเทศ เพราะชาวบ้านและภาคส่วนต่างๆในท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำ รวมทั้งมีการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการ “ลงขัน” ของชาวบ้าน เพื่อร่วมกันสร้าง “ฝายมีชีวิต…ยางค้อมร่วมใจ” ป้องกันน้ำป่าไหลหลากและภัยแล้งได้อย่างถาวร ถือเป็นแบบอย่างที่ควรนำไปศึกษา และขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่แหล่งน้ำต่างๆอย่างยิ่ง
การได้มา แม้ยากยิ่ง แต่การรักษาไว้ ยากยิ่งกว่า…
ความบริสุทธิ์สะอาดของ “ต้นน้ำตาปี” ก็เช่นกัน…
“ฝายมีชีวิต…ยางค้อมร่วมใจ” จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการรับมือ “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่พื้นที่ต่างๆในประเทศไทยเวลานี้
ในเวลาเดียวกันกระบวนการดูแลแหล่งน้ำของชุมชนให้เกิดความสมดุล กระทั่งกลายเป็นแหล่งน้ำที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยังถือเป็น “ต้นแบบ” ให้พื้นที่อื่นๆนำไปปรับใช้ เพื่อรักษา “ทรัพยากรน้ำ” ให้มีน้ำสะอาดไว้กินไว้ใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป…
เพราะน้ำคือชีวิต!!!