จากแรงโน้มถ่วง…ถึงมวล”นิวตริโน” จุดพลุนักวิจัยไทยร่วมไขปริศนา!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203192

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ข่าวดังที่สุดเมื่ออาทิตย์ก่อน คือ การแถลงข่าวการพิสูจน์ว่า “คลื่นความโน้มถ่วง” มีจริง โดยทีมวิจัยกว่าพันคนทำงานร่วมกันหลายสิบปี เพื่อสร้างเครื่องตรวจจับสัญญาณคลื่นดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการชนกันของ 2 “หลุมดำ” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1,300 ล้านปีก่อน และทำให้ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” ทั่วไปที่ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ทำนายไว้เมื่อ 100 ปีก่อน ได้รับการยืนยันว่าผลของ “อากาศ-เวลา” บิดโค้งงอได้

การค้นพบนี้ช่วยตอบคำถามว่าความโน้มถ่วงคืออะไร ซึ่งเพียงหนึ่งในคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงปัจจุบัน อาทิ สสารมืด และพลังงานมืดคืออะไร, อนุภาคมูลฐานพลังงานสูงมาจากที่ใด, มีทฤษฎีที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแสงกับสสารที่มีพลังงานและอุณหภูมิสูงหรือไม่, โปรตรอนเสถียรหรือไม่, มีปริมาณอื่นๆนอกจาก 7 ปริมาณพื้นฐานอีกหรือไม่, จักรวาลเริ่มต้นอย่างไร…

หนึ่งในคำถามเหล่านั้น คือ “นิวตริโน” มีมวลหรือไม่.???

เกี่ยวกับประเด็นคำถามในเรื่องนี้ 2 นักฟิสิกส์ จากญี่ปุ่นและแคนาดาประสบความสำเร็จในการทดลองที่ยืนยันว่า “อนุภาคนิวตริโน” สามารถเปลี่ยนรูปจากอนุภาคแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่งได้ ซึ่งเป็นสมบัติที่สำคัญว่าอนุภาคนั้นมีมวลอยู่ แต่ยังไม่สามารถทำการทดลองที่ระบุค่ามวลของนิวตริโนได้

คำตอบที่ได้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องโมเดลพื้นฐาน ที่ยังขาดความเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน และเขาเพิ่งได้รับรางวัลโนเบลไป
ขณะเดียวกัน นักฟิสิกส์จากทั่วโลกเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานว่า “นิวตริโน” มีอยู่ตั้งแต่ 85 ปีก่อน จนมาเริ่มการทดลองครั้งแรกเมื่อ 68 ที่แล้ว ในการสร้างเครื่องตรวจวัดนิวตริโน จนปัจจุบันยังไม่สามารถหาค่ามวลของนิวตริโนได้ แต่ระหว่างทางได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงหลายชิ้น อาทิ การปลูกผลึกเปล่งแสงขนาดใหญ่ , การทำธาตุให้บริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการทดลอง , การพัฒนาเครื่องตรวจวัดแสงอย่างละเอียด และระบบมาตรวิทยา เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทั้งสิ้น

จากปรากฏการณ์ดังที่กล่าวมา ตัดภาพกลับมายังเมืองไทย วันนี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จากศูนย์วิจัยแห่งความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีแก้วและวัสดุศาสตร์ นำโดย “ผศ.ดร.จักรพงษ์ แก้วขาว” ได้ใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติเรื่องการค้นหาการสลายของสารกัมมันตรังสีให้อนุภาคบีตาสองอนุภาค(Double Beta Decay) ภายใต้ความร่วมมืออะมาแร(AMoRE Collaboration) เพื่อรวมกันหาค่ามวลของนิวตริโน

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มี “ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช” รองโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นอาจารย์สาขาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม และได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุม ว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ซึ่งจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายด้าน ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการของไทย โดยรัฐให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้ ถึงแม้การทดลองเพื่อค้นหาคำตอบของอนุภาคมูลฐานนี้ เป็นการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานก็ตาม แต่เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาระหว่างทางเป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

“การสร้างเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติแบบนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องการ เพราะไม่เพียงแต่อาจารย์และนักวิจัยจะได้ประโยชน์ นักศึกษาที่อยู่ในเครือข่ายวิจัยนี้จะได้เปิดมุมมองในการค้นหาคำตอบโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้นักศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูงและเกิดความคิดที่สามารถนำไปต่อยอดได้ นับเป็นเรื่องที่ดีที่นักศึกษาไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายวิจัยระดับนานาชาติ” ดร.วรวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ “ดร.วรวรงค์” ยังได้ชวนนักฟิสิกส์ที่เข้าร่วมการประชุมวิชาการ ให้ผลักดันให้ลูกศิษย์ได้นำเทคโนโลยีที่พัฒนาระหว่างทางไปสร้าง “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่หลายชิ้นที่สามารถต่อยอดในอุตสาหกรรมอัญมณี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมดิจิตอล โดยให้อาจารย์และนักวิจัยที่มาร่วมประชุมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิค ในขณะที่ลูกศิษย์จะทำหน้าที่เป็นนักเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพที่ยั่งยืน

“การมารวมกลุ่มกันทำงานของนักวิชาการจากทั่วโลกเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพราะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ภายใต้กรอบการดำเนินงานการทูตเชิงวิทยาศาสตร์(Science Diplomacy) ทุกคนมาร่วมกันทำวิจัยภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน” รองโฆษก วท. กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment