ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/208874
เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยวันนี้ “ร้อน-แล้ง” ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อยจนภาครัฐประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้อย่างประหยัด ขณะที่แม่น้ำลำคลองหลายแห่งระดับน้ำลดต่ำลงจนแห้งขอด ทว่าก็มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจและถูกนำไปขยายความต่อในโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย
นั่นคือ “จีน” ปล่อยน้ำจากเขื่อนลงสู่ “แม่น้ำโขง” เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง!!!
เรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวเมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค. 2559 ด้านหนึ่งก็มีเสียงชื่นชมและยกจีนให้เป็น “มหามิตรตัวจริง-พี่ใหญ่ใจดี” เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงเองก็ “แห้งขอด” ในหลายจุด แต่อีกด้านหนึ่ง การทำเช่นนี้ของจีนทำให้ชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งโขง “ได้รับผลกระทบ” อยู่ไม่น้อย
23 มี.ค. 2559 มีการจัดแถลงข่าว “แม่น้ำโขง แม่น้ำของใคร? น้ำโขงจากจีน น้ำโขงของใคร?” ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ซ.รัชดาภิเษก 14-ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 ห้วยขวาง กรุงเทพฯ จีรศักดิ์ อินทยศ ตัวแทนประชาชนกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า กว่า 2 ทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2535 ที่จีนเริ่มสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งโขงก็ต้อง “เปลี่ยนไป” อย่างสิ้นเชิง
จีรศักดิ์ บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่น ซึ่งหากแม่น้ำโขงยังมีสภาพปกติตามธรรมชาติ ช่วงเวลา “น้ำลง” จะอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-เมษายน โดยชาวบ้านจะเริ่มทยอย “ปลูกพืชระยะสั้น” ตั้งแต่เดือนตุลาคมในบริเวณตลิ่งจุดที่น้ำเริ่มแห้ง ด้วยความที่เป็นดินตะกอนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันหลายหมู่บ้านต้องเลิกทำไป เพราะเมื่อถึงฤดูแล้ง จีนก็จะระบายน้ำจากเขื่อนลงมา ทำให้ “น้ำท่วม” พืชผลเสียหาย
ทั้งที่ไม่ใช่ “ฤดูน้ำขึ้น” แต่อย่างใด!!!
“ถ้าพูดถึงภูมิรู้ที่ชาวบ้านมีอยู่ ตอนนี้เขาไม่สามารถใช้ภูมิรู้ที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้อีกแล้ว ปลูกผักก็ปลูกไม่ได้แล้ว บางพื้นที่นี่เลิกไปเลย เพราะปีๆ หนึ่งท่วมกัน 3-4 รอบ ต้นทุนที่เขาทำหายไปเลย พอเขื่อนทยอยสร้างไปเรื่อยๆ มันก็ส่งผลต่อระบบนิเวศ ปลาก็ค่อยๆ ลดลง เราเคยสอบถามชาวบ้าน เขาบอกว่าถ้าแต่ก่อนปริมาณปลาคือร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เหลือแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตอนนี้คนในชุมชนที่เป็นวัยแรงงานเขาก็ต้องเข้าสู่ภาคบริการ เข้าเมืองมาหางานทำ เพราะเขาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในชุมชน” ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว
เช่นเดียวกับ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวเพิ่มเติมว่า แม่น้ำโขงจะลดระดับตามธรรมชาติอย่างชัดเจนประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวบ้านริมแม่น้ำจะปลูกผักระยะสั้นตามแนวตลิ่ง รวมถึงการเลี้ยงปลาในกระชัง เตรียมไว้ขายในช่วงหน้าแล้งที่แม่น้ำโขงจะกลายสภาพเป็น “ชายหาดน้ำจืด” ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก แต่การที่จีนปล่อยน้ำมา ส่งผลให้ผักและปลาได้รับความเสียหาย ขณะที่ร้านค้าก็ไม่สามารถตั้งได้เพราะถูกน้ำท่วมหมด
สูญเสียรายได้ของท้องถิ่นไป “นับล้านบาท”!!!
“พอช่วงใกล้สงกรานต์ พ่อค้าแม่ขายที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยก็จะลงไปตั้งแผงตั้งเพิง ทำร้านค้าทำซุ้ม แบ่งล็อกกันไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมที่ชาวบ้านไปตั้งร้านค้า ชาวอีสานเขามาทำงานเมืองกรุง กะว่าจะเก็บเงินแล้วกลับบ้านไปเล่นน้ำช่วงสงกรานต์
เพราะสำหรับคนอีสานแล้วงานบุญงานประเพณีสำคัญที่สุด อย่างหาดแห่ที่นครพนม ชาวบ้านก็อาศัยช่วงหาดโผล่ (น้ำลด) ลงไปตั้งร้านค้า เขาจะมีรายได้ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวตั้งแต่พฤศจิกายนถึงพฤษภาคมเกือบล้านบาท อันนี้ต่อร้านค้านะ แล้วเฉพาะจุดนี้จุดเดียวมีร้านค้าตั้ง 30 แห่ง แล้วมันมีหาดแบบนี้อีกกี่แห่งตลอดลำน้ำโขง แล้วชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ขายที่มีรายได้เหล่านี้ได้รับผลกระทบเท่าไหร่?”
อ้อมบุญ ระบุ โดยขณะนี้ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงต้องปรับตัว จากการปลูกแค่เพิงเล็กๆ ต้อง “ลงทุนเพิ่ม” ต่อเติมให้เป็นแพลอยน้ำ ซึ่งก็เป็นการ “แบกภาระ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และที่เป็น “ตลกร้าย” ของเรื่องนี้มากที่สุด คือการที่จีน “โชว์ความใจกว้าง” ประกาศว่าปล่อยน้ำมาเพื่อช่วยเหลือชาวอาเซียนที่เป็นชาติปลายน้ำ ในความเป็นจริงแล้ว “เป็นคนละเรื่อง” ประเด็นนี้ มนตรี จันทวงศ์ ผู้แทนโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้เป็นฤดูกาลปกติ ที่จีนต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำโขงให้เรือสินค้าเดินทางได้ และเพื่อพร่องน้ำในเขื่อนไว้เตรียมรับมือฤดูฝน
ยึดแม่น้ำส่วนรวมไว้ใช้คนเดียว..แต่วันดีคืนดีก็ปล่อยน้ำมาให้ใช้พร้อมอ้างบุญคุณ!!!
“สำหรับจีนแล้ว วัตถุประสงค์การปล่อยน้ำของเขามีเพียง 3 เรื่องเท่านั้น คือ 1.เพื่อผลิตไฟฟ้า เพราะเขื่อนทั้ง 6 ของจีนเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ใช่เขื่อนเพื่อการชลประทานแม้แต่ในประเทศจีนเอง 2.เพื่อการเดินเรือ จากสิบสองปันนาลงมาที่เชียงแสน และ 3.ต้องพร่องน้ำในเขื่อน จะเก็บน้ำไว้จนเต็มไม่ได้เพราะถ้าเข้าฤดูฝนแล้วน้ำยังเต็มเขื่อนก็จะเป็นปัญหาของเขาเอง นี่คือการบริหารน้ำในจีน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างเลย”
มนตรีกล่าว ซึ่งท้ายงานแถลงข่าว เครือข่ายประชาชนริมฝั่งโขงยื่นข้อเรียกร้อง 1.รัฐบาลจีนต้องยอมรับว่า
การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีน ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในประเทศท้ายน้ำ 2.รัฐบาลจีนต้องหามาตรการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบจากนโยบายบริหารจัดการน้ำของจีน 3.ชะลอการสร้างเขื่อนอื่นๆ ตามลำน้ำโขง เช่น เขื่อนไซยะบุรี ที่กลุ่มทุนไทยไปลงทุนร่วมกับลาว อย่างไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และ 4.สร้างกลไกในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงโดยประชาชนริมน้ำโขงทุกชาติมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เพราะประชาชนคนเล็กคนน้อย..เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนมาตลอด!!!