ตรวจชีพจรวงการ‘หนังไทย’ ‘แข่งขัน-ผูกขาด’ทุบตลาดทรุด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212021

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ชีวิตคนเรา..นอกจากปัจจัยดำรงชีพทั้ง 4 อย่าง อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคแล้ว แต่ละคนยังมีสิ่งที่เรียกว่า “รสนิยม” ในสิ่งอื่นๆ แตกต่างกันได้ เช่นเรื่องของ “การพักผ่อน” บางคนอาจจะชอบอยู่บ้านเงียบๆ บางคนอาจจะไปเล่นกีฬา บางคนอาจจะไปช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า

รวมไปถึง “ภาพยนตร์” ก็เป็นอีกหนึ่ง “ความบันเทิง” ยอดนิยมเช่นกัน!!!

ทว่าอีกด้านหนึ่ง..เสียงสะท้อนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของ “คอหนัง” ที่การไปชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องเสียค่าใช้จ่ายชนิดค่อนข้างแพง ไหนจะค่าตั๋ว ไหนจะค่าขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม หรือบางทีจองตั๋วไว้ก็ถูกระงับรอบฉายไปดื้อๆ และในมุมของ “คนทำหนัง” ที่ถ้าไม่สังกัดค่ายใหญ่ก็อยู่ยาก รวมถึงไม่สามารถสร้างหนังได้หลากหลาย

ราวกับวงการหนังไทยตอนนี้..อยู่ในสภาวะ “ผูกขาด” จากอำนาจบางอย่าง!!!

“ระบบผูกขาดทำให้เราต่อรองลำบาก อย่างจะเอาหนังเข้าโรงสักเรื่องหนึ่ง ก็จะมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน 55 ต่อ 45 เราเป็นหนังเล็กเรายอม แต่พอเราจะไปขายดีวีดีกับอีกเจ้าหนึ่งที่ให้ราคาสูง เขาบอกว่าถ้าไปขายเจ้าอื่นไม่ขายเขา เขาก็ไม่ให้รอบฉายเท่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าขายเขาเขาก็จะให้อีกแบบหนึ่ง แต่ราคาขายจะต่ำกว่าประมาณเท่าหนึ่ง”

คำบอกเล่าของ บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่มีผลงานอย่าง “พุ่มพวง”, “มนุษย์เหล็กไหล” รวมถึงผลงานกำกับละคร “สิงห์” (ซีรี่ส์ชุด “เลือดมังกร”) ในงานเสวนา “เดินหน้าหนังไทย? ในภาวะผูกขาด” เย็นวันที่ 7 เม.ย. 2559 ณ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ถึงสิ่งที่คนทำหนังเจอเมื่อจะนำภาพยนตร์เข้าฉาย

บัณฑิตกล่าวว่า กรณีแบบนี้ผู้กำกับที่ทำงานกับค่ายหนังขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่กับค่ายระดับรองๆ ลงมา ซึ่งนอกจากเรื่องการเผยแพร่ในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากฉายในโรง อย่างการนำ “ลงแผ่น” ข้างต้น คนทำหนังยังถูก“กดดัน” ให้ต้องซื้อโฆษณาในสื่อที่โรงภาพยนตร์มีความเกี่ยวข้อง หากอยากได้รอบฉายในระดับที่พอใจ

“ถ้าคุณไม่ซื้อโฆษณาจากตรงนี้ คุณก็จะไม่ได้ฉายแบบที่ควรจะฉาย ซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูก สมมุติหนังเรื่องหนึ่งลงทุน 2-3 ล้าน แต่ต้องไปซื้อโฆษณาตรงนี้ 4-5 แสน มันคืองบประมาณสร้างหนังเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเอาไปทำอะไรกับหนังให้ดีขึ้น มีดาราหรือโปรดักชั่นที่ใหญ่ขึ้น กลับต้องเอาตรงนี้มาเป็นงบโปรโมทกับโฆษณาแค่วันเดียว แล้วก็ต้องยอมรับสภาพ ฉาย 3-4 วันแรกก็ลดรอบลง” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังรายนี้ ระบุ

ต้นตอของสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทำหนังรวมไปถึงผู้ชม สุภาพ หริมเทพาธิป อดีตบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป (Bioscope) กล่าวว่า ต้องย้อนไปช่วงประมาณปี 2540 ที่ค่านิยมในการชมภาพยนตร์ของคนไทยเปลี่ยนไป จากการที่ต้องตรวจสอบรอบล่วงหน้าก่อนไปชม มาเป็นการไปที่โรงก่อนแล้วดูรอบที่ใกล้ที่สุด

พร้อมๆ กับการแข่งขัน “ชิงพื้นที่” ระหว่างผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์!!!

“เกิดการแข่งขันในธุรกิจโรงหนัง เกิดการบล็อกพื้นที่ เช่น คุณจะเห็นโรงหนังเครือหนึ่งอยู่ในพื้นที่นี้หมดเลยไม่เห็นเครืออื่น เพราะเขาไม่ให้เกิดเครืออื่น ถ้าเขาไม่ดีลกับห้างนี้เดี๋ยวเครืออื่นมาแทรก มาแย่งพื้นที่เขา”

อดีต บก. นิตยสารภาพยนตร์รายนี้ กล่าว อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่กระทบต่อผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ คือ 1.ไม่ใช่ว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องจะ “ได้รับความนิยม” คนดูแน่นกันทุกรอบ 2.ถึงจะขยายโรงภาพยนตร์ออกไปแทบทุกหัวระแหง แต่ประชากรที่เป็นลูกค้า “ไม่ได้เพิ่มขึ้น” อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการตั้งโรงภาพยนตร์ย่อมต้องมีต้นทุน

ผู้ประกอบการจึงต้อง “หาทางรอด” ด้วยวิธีการต่างๆ จนทั้งผู้ชมและคนทำหนังได้รับผลกระทบ!!!

“เหตุผลที่ทั้งคนดูหนัง คนทำหนัง คนจัดจำหน่ายหนัง รู้สึกว่าโดนเอารัดเอาเปรียบ เพราะว่าโรงหนังเขาก็ต้องเอาตัวรอด ในเมื่อคนดูหนังมันไม่ได้เติบโตตาม เช่น คุณเคยเก็บรายได้หนังวันละ 1 ล้าน ในจำนวน 20 โรง แต่วันนี้มี 40 โรง ก็เท่ากับว่าจำนวนคนดูหนังต่อโรงมันหาย ผลก็คือผู้กำกับเอาส่วนแบ่งน้อยๆ คนดูก็เก็บค่าตั๋วเพิ่ม เพิ่มความหรูหราของเก้าอี้กับราคา นี่มันคือการพยายามหารายได้เพิ่มเพื่อเอาตัวรอดจากธุรกิจที่มีการแข่งขัน” สุภาพ อธิบาย

ที่ผ่านมามีความพยายามจาก “ผู้ประกอบการหน้าใหม่” ในการสร้าง “ทางเลือก” ในการชมภาพยนตร์ แต่เส้นทางนี้ “ลำบาก” เพราะถูกกีดกันจากบรรดา “หน้าเก่า”ในวงการ ดังที่ นมิตร สัตยากุล เจ้าของธุรกิจหนังกลางแปลง เล่าว่า บรรดาผู้ซื้อภาพยนตร์จากผู้ผลิตไปฉายต่อในส่วนภูมิภาค หรือที่เรียกว่า “สายหนัง”หากมีรายใหม่เกิดขึ้นในวงการ โรงภาพยนตร์จะไม่รับฉายภาพยนตร์ดังกล่าว ในทางกลับกัน ถ้ามีการตั้งโรงภาพยนตร์ขึ้นใหม่สายหนังที่เป็นหน้าเก่าก็จะไม่ยอมนำภาพยนตร์ไปฉายในโรงเกิดใหม่เช่นกัน

พูดง่ายๆ..วงการนี้จะไม่ยอมให้ “หน้าใหม่”ได้เกิดและเติบโตเด็ดขาด!!!

“สายหนังที่มีในปัจจุบันกับโรงหนังเขารู้กัน ถ้ามีโรงหนังหน้าใหม่เกิดขึ้นมา ทำไม่ได้ ไม่มีหนังฉาย ถ้าจะมีสายหนังเกิดขึ้นมาใหม่ ทำไม่ได้ ไม่มีโรงฉาย ตอนนี้ในต่างจังหวัดส่วนมากโรงหนังมีเจ้าเดียว น้อยมากที่จะมี 2 เจ้า ไม่กี่ปีก่อนเกือบจะเกิดโรงหนังทางเลือกขึ้นแล้ว จากค่ายใหญ่ด้วยยังทำไม่ได้เลย เพราะพอจะสร้างโรงหนังปุ๊บ สายหนังบอกเลยไม่ให้ฉาย” นมิตร ระบุ

ด้าน ดรสะรณ โกวิทวณิชชา นักวิจารณ์หนังและตัวแทนเครือข่ายคนดูหนัง กล่าวถึงสิ่งที่ผู้ชมภาพยนตร์พบเจอบ่อยๆ เช่น ให้ผู้ชมออกก่อนฉายตอนจบหลังรายชื่อทีมงานสร้าง (End Credit) บ้าง หรือบังคับให้ต้องสมัครบัตรสมาชิกต่างๆ บ้าง พร้อมกับให้ความเห็นว่า อาจเพราะภาพยนตร์ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ทำให้การต่อรองของผู้ชมกับโรงภาพยนตร์ไม่ค่อยจะมีพลังมากนัก จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่า “อนาคตวงการหนังไทย” จะเป็นอย่างไรต่อไป?

“ถ้าพูดกันจริงๆ มันก็ไม่ดีกับตัวโรงเองด้วย ท้ายที่สุดใครจะดูถ้ามันยังรู้สึกน่ารำคาญแบบนี้ หรือโรงไปคิดเปอร์เซ็นต์นั่นนี่กับคนทำหนัง วันหนึ่งเกิดคนทำหนังเขาคิดว่าไปทำละครก็ได้ ไปซีรี่ส์ออนไลน์ก็ได้ ก็ไม่มีใครทำหนังอีก แล้วเขาจะเอาอะไรมาฉาย? อันนี้ก็จะกลับไปที่โรงด้วยนะ เพียงแต่คนดูอาจจะรู้สึกว่าการเสพภาพยนตร์ในโรงอาจจะไม่มีอีกต่อไป” ดรสะรณ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment