ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/203530
เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ “ออนไลน์” กันหมด ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม บันเทิงและอื่นๆ อีกมากมาย องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน ต่างใช้บริการ “สื่อใหม่”ในการเผยแพร่ข้อมูล เพราะสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง ตามยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์ แท็บเลตมือถือสมาร์ทโฟน ราคาถูกลงแต่สมรรถนะสูงขึ้นพร้อมๆ กับค่าบริการอินเตอร์เนตที่ไม่แพง คนธรรมดาทั่วๆ ไปยังพอเข้าถึงได้
และแน่นอนว่า..การเผยแพร่ “ธรรมะ” ก็ด้วยเช่นกัน!!!
ที่งานสัมมนาวิชาการ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ถ.บรมราชชนนี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อออนไลน์” ผลงานของ ดร.ณัฐพัชร สายเสนาอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ซึ่งศึกษาผลงานของพระสงฆ์ 2 รูป ที่ใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ธรรมะอย่างได้ผล
นั่นคือ “พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี” และ“พระมหาสมปอง ตาลปุตโต”!!!
ช่องทางเผยแพร่..ดร.ณัฐพัชร กล่าวว่าพระมหาวุฒิชัย หรือที่พุทธศาสนิกชนคุ้นเคยในชื่อ “ว.วชิรเมธี” ใช้สื่อออนไลน์ที่ “หลากหลาย” ในการเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter), ยูทูบ (Youtube), ตำราอิเล็กทรอนิกส์ (E-Books) รวมถึงเว็บไซต์ “ธรรมะทูเดย์” (Dhamma Today)
ขณะที่ทางด้านพระมหาสมปอง เน้นการใช้สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้อย่างเฟซบุ๊ค นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ “ธรรมะเดลิเวอรี่” (Dhamma Delivery) ซึ่งเป็นคำนิยามของพระมหาสมปอง ในการเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย
รูปแบบการเผยแพร่..พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป มีจุดเด่นที่เหมือนกันคือ “ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย” หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคทางวิชาการ หรือศัพท์ที่เป็นภาษาของพระ นอกจากนี้ยัง “ใช้สำนวนได้สละสลวย” นำหลักธรรมมาสรุปเป็นคำคมและคำกลอน เพื่อให้ผู้รับสารจดจำได้ขึ้นใจ รวมถึงรู้สึกซาบซึ้งอีกด้วย อาทิ..
“จงรักศัตรูเพราะเขาเป็นครูของเธอ”(พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี)
“หนักเป็นเบาเมื่อเราไม่แบก” (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี)
“ทำดีตอนที่มีโอกาส ดีกว่าไม่มีโอกาสทำดี” (พระมหาสมปอง ตาลปุตโต)
“ความรักเกิดจากคนสองคน แต่การเลิกกันเกิดจากคนสองใจ” (พระมหาสมปอง ตาลปุตโต)
เนื้อหาที่เผยแพร่..ดร.ณัฐพัชร ระบุว่า สิ่งที่เหมือนกัน คือพระทั้ง 2 รูป จะเลือกหลักธรรมที่เหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่มแต่ละวัย แต่ที่ต่างกันไปบ้าง พระมหาสมปอง จะเน้นหลักธรรมที่ว่าด้วย “ความกตัญญูกตเวที” เช่น พระคุณของพ่อแม่ เคารพครูบาอาจารย์ รู้หน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประเด็นทางสังคม เช่น รักในวัยเรียน ยาเสพติด ขณะที่พระมหาวุฒิชัย จะเน้นหลักธรรมที่อิงกับ “สถานการณ์บ้านเมือง” เช่น ความสามัคคี ความสุข
“จะสังเกตเห็นว่า ที่ไหนที่พระมหาสมปองท่านไปบรรยาย ท่านก็จะไปสรุปลงที่ความกตัญญูกตเวที รวมถึงความจงรักภักดีต่อ 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ถ้าผู้ฟังเป็นเด็กท่านก็จะเน้นที่พฤติกรรมอันพึงประสงค์ เคารพครูบาอาจารย์ โทษของยาเสพติด รักในวัยเรียน การรู้หน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผู้คนอยากฟังในเวลานั้น ส่วนพระมหาวุฒิชัย ท่านจะเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนของความสุข การเกิดวิกฤติในบ้านเมือง ความสามัคคี” ดร.ณัฐพัชร ระบุ
นอกจากเก็บข้อมูลจากสื่อออนไลน์แล้ว ดร.ณัฐพัชร ยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เกี่ยวกับคุณสมบัติที่ดีของ “พระนักเทศน์” ผู้เผยแพร่ธรรมะ ซึ่งพระมหาสมปอง ให้คำนิยามสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ตลกแบบมีสาระ” เพื่อให้บรรยากาศการฟังเป็นไปอย่างสนุกสนานน่าสนใจ ส่วนพระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า “มีความรู้อย่างกว้างขวาง” ทั้งทางโลกและทางธรรม, “มีเทคนิคการสื่อสาร” เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย
แต่สำคัญที่สุด..พระสงฆ์นั้นต้อง “ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” ตามหลักพระธรรมวินัย จึงจะได้รับ “ความเชื่อถือ”!!!
ปิดท้ายด้วย “เสียงสะท้อนจากผู้ฟังธรรม” ดร.ณัฐพัชรกล่าวว่า จากการสอบถาม ผู้ที่ติดตามการเผยแพร่ธรรมะของพระสงฆ์ทั้ง 2 รูปผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่า มีความเห็นไปในทางเดียวกัน คือ “มีประโยชน์มากกับชีวิตประจำวัน” สามารถนำไปใช้กับการดำรงชีวิตในหลายด้าน
“ผู้ชมสื่อออนไลน์ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า นำไปใช้กับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ชีวิตประจำวัน ครอบครัว การทำงาน การควบคุมอารมณ์ การอยู่ในสังคม การเรียน” ดร.ณัฐพัชร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่า..การศึกษาดังกล่าว “ไม่ใช่การเปรียบเทียบ” ระหว่างพระนักเทศน์ผู้มีชื่อเสียงทั้ง 2 รูป หากแต่เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นถึง “กลยุทธ์-กุศโลบาย” ในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาของทั้ง 2 ท่านผ่านเครื่องมือยอดนิยมของยุคนี้อย่างสื่อออนไลน์ จนประสบความสำเร็จ “โดนใจ” พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ “วัยรุ่น-คนยุคใหม่” ที่รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งเร้าอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง มีผู้สนใจติดตามกันเป็นจำนวนมาก
ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า “ธรรมะของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย”!!!
ขึ้นอยู่กับว่า..ผู้ถ่ายทอดนั้น “เข้าใจ-สื่อสารเป็น” หรือเปล่า?!!!
SCOOP@NAEWNA.COM