บุกโรงกษาปณ์ : ส่องที่มาเหรียญ กว่าจะได้แต่ละ‘บาท’…ไม่ง่าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210806

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท

อย่าให้ขาด สิ่งของต้องประสงค์…”

โคลงกลอนบทนี้แต่งโดย “สุนทรภู่”ที่สอนให้รู้จักคุณค่าของเงินว่ากว่าจะ “เก็บออม” ได้แต่ละบาท ยากเย็นเช่นไรและหากรู้ “ที่มา” อาจทำให้มองเห็นคุณค่าของมันมากกว่าที่ควรจะเป็น…

เหรียญที่ใช้ในประเทศไทยปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.“เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน” หรือเหรียญที่ใช้หมุนเวียนค้าขายในแต่ละวัน มี 8 ชนิดคือ เหรียญ 10 บาท, 5 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์และเหรียญที่ผลิตให้เฉพาะธนาคารใช้ทางบัญชีเท่านั้น คือ เหรียญ10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ 2.“เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก” ผลิตออกใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา มีราคาหน้าเหรียญ ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ 3.“เหรียญที่ระลึก”ผลิตเฉพาะโอกาสสำคัญไม่มีราคาหน้าเหรียญ ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายซื้อของได้ โดยการควบคุมคุณภาพและปริมาณการผลิตเป็นหน้าที่ “โรงกษาปณ์” ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

“น.ส.สมรัก ตั้งในคุณธรรม” ผู้อำนวยการสำนักกษาปณ์อธิบายว่า ลวดลายด้านหน้าและหลังของเหรียญแต่ละชนิด จะผ่านการออกแบบโดย “ช่างประณีตศิลป์” เมื่อออกแบบเสร็จแล้วจะนำแบบที่ได้ไปขยายให้ใหญ่ขึ้นถึง 8 เท่า และส่งต่อไป “ห้องปั้นและหล่อแบบ” ก่อนลงมือปั้นจะมีการ“ลอกลาย” ที่ออกแบบมาแล้วลงบนแผ่นรองปั้น จากนั้นใช้ดินน้ำมันปั้นลงบนแผ่นความสูงไม่เกิน 0.9 มิลลิเมตร เพื่อให้เหมาะสมกับเทคนิคในการผลิตเหรียญกษาปณ์

สำหรับการทำต้นแบบเหรียญค่าเงินต่างๆ จะใช้วิธีเดียวกันคือ “ช่างปั้น” จะปั้นแบบด้วยดินน้ำมัน เสร็จแล้วจะนำไปหล่อเป็น“ปูนปลาสเตอร์” ตกแต่งให้คมชัด แล้วนำแบบหล่อปูนไปหลอมพิมพ์ด้วยพลาสติกเหลว หรือ “แม่แบบอีพ็อกซี่” (epoxy) เพื่อให้ได้ต้นแบบที่ทนทานและเก็บรักษาได้นาน จากนั้นจะนำต้นแบบที่ได้ไปเข้าขั้นตอนที่เรียกว่า “ย่อลาย”

“ย่อลาย” คือ การลอกลายจากต้นแบบที่มีขนาดใหญ่ให้ลงไปอยู่บนแม่พิมพ์ที่มีขนาดเท่ากับเหรียญจริง แล้วนำไปถอนหรือกลับด้านลวดลายโดยใช้แรงกดให้ลึกลงไป จากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร เหลือเพียง 1-2 เซนติเมตร กลายเป็น “แม่ลาย” เมื่อผ่านการตกแต่งกลึง ชุบแข็ง ขัดผิวหน้า จนกลายเป็นดวงตรา พร้อมสู่การผลิตเหรียญกษาปณ์

“แม่แบบ” หรือแม่ลาย 1 ชิ้น จะมีอายุใช้งาน 1 แสนเหรียญต่อ 1 คู่ คือ ด้านหน้ากับด้านหลัง โดยแม่แบบถูกนำมาใส่เครื่องตีตรา เพื่อประกอบเข้ากับ “เหรียญตัวเปล่า” ที่มีลักษณะกลมแบน ไม่มีลวดลาย ซึ่งส่งตรงจากโรงงานที่ได้รับคัดเลือกส่วนใหญ่มาจากโรงงานเกาหลีในประเทศไทย และเยอรมนีมี “ข้อบังคับ” ว่าแต่ละเหรียญต้องได้ตามมาตรฐาน ใช้ได้กับเครื่องหยอดเหรียญ ตู้น้ำ หรือตู้โทรศัพท์ เป็นต้น

เหรียญ 2 บาท หรือ 5 บาท ที่ประทับตราหน้า-หลังเสร็จแล้ว จะถูกเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องสุ่มหยิบขึ้นมา “ส่องกล้องขยาย” ดูว่ามีตำหนิหรือรอยขูดขีดหรือไม่ แล้วจึงลำเลียงส่งไปยังแผนกบรรจุถุง เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง แม้เครื่องรุ่นใหม่จะเป็นคอมพิวเตอร์วัดคำนวณน้ำหนักเหรียญก่อนบรรจุลงถุงได้แต่ยังใช้ “แรงงานคน” คอยตรวจสอบความผิดพลาดมากกว่าใช้เครื่องจักร

“ฝ่ายบรรจุถุง” มีเจ้าหน้าที่เกือบ 30 คน นั่งประจำตำแหน่งตามจุดต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจเหรียญจากเครื่องนับ จากนั้นบรรจุใส่ถุงเล็กถุงกลาง และถุงใหญ่ ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อส่งต่อไปยัง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือหน่วยงานที่ต้องการแลกเหรียญ โดยเหรียญจะถูกผลิตวันละ 5 ล้านเหรียญ เครื่องตีตราผลิตเหรียญได้ 850 เหรียญต่อ 1 นาที

นี่คือ “ศิลปะ” ที่ซ่อนอยู่ใน “เหรียญ” ที่กว่าจะได้แต่ละบาทไม่ง่ายเลย…คุณค่าของมันจึงมากกว่าการเป็นแค่ “เศษสตางค์”

สุนิษา แจ่มสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment