ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/207548
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎหมาย” แต่สิ่งที่จะทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ได้ประการหนึ่งก็อยู่ที่ “ตำรวจ” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น“ต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม” ตั้งแต่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ไปจนถึงสอบสวนเพื่อให้ความจริงปรากฏก่อนส่งต่อให้กับอัยการและศาลตามลำดับ ทว่าในความเป็นจริง เมื่อกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ผู้คนในสังคมมักจะ“ส่ายหัว” อย่างไม่พอใจอยู่เสมอ สืบเนื่องจาก “ข่าวฉาว” ของวงการตำรวจที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เป็นรายวัน ทั้งที่จะว่าไปแล้ว..คุณภาพชีวิตของตำรวจถือว่าค่อนข้าง “ด้อยกว่า” อาชีพในสายงานเดียวกัน
บางคนให้นิยามอาชีพตำรวจว่า “เสี่ยงตาย..แต่รายได้แสนจะต้อยต่ำ”!!!
“ตำรวจส่วนใหญ่นั้นมีชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนทั่วไป เงินเดือนเงินตอบแทน สวัสดิการของตำรวจมันต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตำรวจจะทำงานในหน้าที่ให้สมกับที่ประชาชนคาดหวังได้ ทำไมผู้พิพากษา ทำไมอัยการมีเงินเดือนมากเป็นพิเศษ เราให้เขาเป็นพิเศษเพราะว่าเขาอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน หวังว่าเขาจะมีชีวิตเพียงพอที่จะดำรงชีพ จะได้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ตำรวจก็มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน แถมเสี่ยงชีวิตมากกว่าอัยการ มากกว่าผู้พิพากษา”
คำกล่าวของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และอดีตเลขาธิการกลุ่ม กปปส. ในเวทีเสวนาวิชาการเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อ 8 มี.ค. 2559 แม้ด้านหนึ่งอาจจะถูกมองว่าเป็นลีลาปราศรัยทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งคำกล่าวนี้ก็มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย
เพราะหากไปดู พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ระบุฐานเงินเดือนนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรไว้ดังนี้ ระดับร้อยตำรวจตรี-ร้อยตำรวจเอก รับเงินเดือนชั้น “ส.1” ตั้งแต่ 6,470-38,750 บาท ระดับพันตำรวจตรี รับเงินเดือนชั้น “ส.2” ตั้งแต่ 13,160-38,750 บาท ระดับพันตำรวจโท รับเงินเดือนชั้น “ส.3” ตั้งแต่ 16,190-54,820 บาท ระดับพันตำรวจเอก รับเงินเดือนชั้น “ส.4” ตั้งแต่ 19,860-58,390 บาท และ ระดับพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) รับเงินเดือนชั้น “ส.5” ตั้งแต่ 24,440-69,040 บาท
ส่วนนายตำรวจชั้นประทวน ระดับจ่าสิบตำรวจ อัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) รับเงินเดือนชั้น “ป.2” ตั้งแต่ 7,140-29,690 บาท และ ระดับดาบตำรวจ รับเงินเดือนชั้น “ป.3” ตั้งแต่ 10,350-38,750 บาท นอกจากนี้ยังมี ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านป้องกันปราบปราม ด้านสืบสวน และด้านจราจร พ.ศ.2548 โดยผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการ, สารวัตร, รองสารวัตร, ผู้บังคับหมู่ ในสายงานทั้ง 3 ประเภท จะได้เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 4,700 บาท, 4,000 บาท, 3,500 บาท และ 3,000 บาทตามลำดับ
ขณะที่เอกสาร “อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่” จัดทำโดย พ.ต.ท.ไพโรจน์ มะโนขันธุ์ ซึ่งผู้สนใจสามารถดูได้ที่http://www.personnelpolice.com/room/firstsalary.pdf ระบุว่า นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรวุฒิการศึกษาเทียบเท่าปริญญาตรี หรือก็คือ “นายร้อยจบใหม่” รับเงินเดือน 15,290 บาท(ชั้น ส.1 ขั้น 18.5) ขณะที่นายตำรวจชั้นประทวน “นายสิบจบใหม่” รับเงินเดือน 10,760 บาท (ชั้น ป.1 ขั้น 19)
แต่เมื่อไปดูเงินเดือนอัยการ พ.ร.ฎ.การปรับเงินเดือนของข้าราชการอัยการ พ.ศ.2554 จะพบว่าเงินเดือนอัยการตั้งแต่ชั้น 1 (อัยการผู้ช่วย) เริ่มที่ 17,560-18,950 บาท ไปจนถึงชั้น 8 (อัยการสูงสุด) 73,240 บาท, เงินประจำตำแหน่ง ตั้งแต่ชั้น 2 (อัยการประจำกอง/อัยการจังหวัดผู้ช่วย) 7,900 บาท ไปจนถึงชั้น 8 (อัยการสูงสุด) 42,500 บาท
นอกจากนี้ยังมี ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ.2556 ที่ให้เงินค่าครองชีพชั่วคราวรายเดือนอัยการตั้งแต่ชั้น 1 (อัยการผู้ช่วย) 16,050-17,440 บาท จนถึงชั้น 3 (อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด/รองอัยการจังหวัด) 5,000 บาท
และ ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 ที่ให้เงินค่าครองชีพชั่วคราวรายเดือนอัยการ ตั้งแต่ชั้น 3 (ขั้นที่ 6) ถึงชั้น 5 (อัยการผู้เชี่ยวชาญ) 6,800 บาท และ ชั้น 6 ถึงชั้น 8 (อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ-อัยการสูงสุด) 7,000 บาท
ส่วนเงินเดือนผู้พิพากษา พ.ร.ฎ.การปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา 17,560-18,950 บาทไปจนถึงประธานศาลฎีกา 75,590 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินประจำตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่ผู้พิพากษาประจำศาล 7,900 บาท ไปจนถึงประธานศาลฎีกา 50,000 บาท
เห็นได้ชัดว่าใน 3 เสาหลักกระบวนการยุติธรรม..ตำรวจมีรายได้น้อยกว่าอัยการและศาลอยู่พอสมควร!!!
“ถ้าไปดูตามต่างจังหวัดโดยเฉพาะครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อย เขาทำทุกอย่างทั้งรับจ้างซักเสื้อผ้า ทำขนมขาย ปากกัดตีนถีบ นี่เป็นข้อเท็จจริง ประเทศนี้เลี้ยงตำรวจโดยให้ไปหากินเอง แล้วก็มาโทษว่าตำรวจทำหน้าที่ไม่ดี ตำรวจแย่ ถ้าจะปฏิรูปตำรวจก็ต้องพูดเรื่องนี้” นายสุเทพ กล่าว
ไม่เพียงแต่รายได้ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาระงานแม้แต่เครื่องมือเครื่องใช้ก็ยังต้อง “หาเอาเอง” ดังเช่นที่ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เปิดเผยว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจเมื่อรู้ว่าใกล้สำเร็จการศึกษา สิ่งแรกที่ทำคือ “กู้เงินไปซื้ออาวุธปืน” เป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำไป
“ท่านรู้ไหมครับว่านายร้อยตำรวจที่ขึ้นปี 3 ตอนนี้กำลังไปติดต่อสหกรณ์ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปทำอะไรทราบไหมครับ? ไปกู้เงินขอซื้อปืน..หนี้ก้อนแรกกำลังจะมาแล้วยังไม่ทันจบมารับราชการเลยก็ต้องไปกู้เงินมาซื้อปืนแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงหนี้ก้อนต่อๆ ไป เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค” พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ระบุ
ไม่เพียงแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ตำรวจไม่ว่าชั้นสัญญาบัตรหรือประทวนมักจะต้องใช้เงินเดือนตนเองจัดหาแล้ว “การฝึกทบทบทวนทางยุทธวิธี”ตำรวจไทยก็ยังมีปัญหามาก พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่าง เยอรมนี ตำรวจเยอรมันได้รับคำชื่นชมอย่างมากด้านความชำนาญงานแบบมืออาชีพ (Professional) ซึ่งสาเหตุก็มาจากการฝึกอบรม-ฝึกทบทวนอยู่สม่ำเสมอและอย่างทั่วถึง
“การพัฒนาความเป็นมืออาชีพของตำรวจ เขาก็มีการฝึกอบรมอยู่ตลอด ตรงนี้งบประมาณต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เราเห็นตำรวจไทยไล่ล่าคนร้ายแล้วยิงยาง เชื่อไหมครับต่างประเทศเขาเลิกทำแล้ว แต่ตำรวจไทยไม่มีทางเลือกนอกจากอาวุธปืนที่อยู่กับตัว แล้วตำรวจไทยจะรู้ได้อย่างไร? ก็ต้องผ่านการฝึก แล้วงบประมาณมีให้เขาไหม? แล้วเอาตำรวจไปฝึกแล้วจะเอาใครมาออกสายตรวจดูแลประชาชน จะเอากำลังที่ไหนมาทดแทน” พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูง สุ่มเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายคนรอบข้างได้ง่าย พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่เคยมีเหตุดังกล่าวบ่อยครั้ง จึงแก้ปัญหาด้วยการบรรจุ“นักจิตวิทยา” เข้าเป็นตำรวจ โดยให้ไปตามสถานีตำรวจต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นต้น
หากคิด “ปฏิรูปตำรวจ” ให้เป็น “มืออาชีพ” เห็นผลเป็นรูปธรรม..เรื่องเหล่านี้ก็ต้อง “ไม่ละเลย”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM