ปฏิรูปแนวใหม่…‘ไม่ใช้ ยึดคืน’ ดัดหลังนายทุน‘ฮุบ’ที่ดินส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207382

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร “ที่ดิน” โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ยังเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทย ทุกวันนี้ยังมี
“คนจน” และเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าครอบครองที่ดินสงวนและผืนป่า “ต้องห้าม” เมื่อภาครัฐขยับเข้า “จัดระเบียบ” คนกลุ่มนี้จึง “หมดสิทธิ์” ในที่ดินที่เคยใช้ทำกิน

“ทางออก” ที่เกษตรกร “ผู้ไม่มีสิทธิ์” เลือกใช้เพื่อความอยู่รอด คือ การ “เช่าที่ดิน” ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้ “ต้นทุน” ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นแล้ว ค่าเช่าที่ดินยังมีผลต่อการ “ขยับราคา” สูงขึ้นของพืชผลการเกษตร สวนทางกับเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับของ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ที่ต้องการให้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิต

หนึ่งในเป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ คือ การลดต้นทุนค่าเช่าที่ดินลงให้ได้ ซึ่งมาตรการที่ถูกนำมาใช้ คือ การแจกจ่าย “ที่ดินหลวง” ให้เกษตรกรใช้ทำกิน ที่ดินบางส่วนภายใต้การถือครองของ“สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” หรือ ส.ป.ก. จึงถูก “ตัดเฉือน” ส่งมอบสิทธิ์ให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ ผ่าน 41 ปี ส.ป.ก.ที่เปรียบเสมือน “แลนด์ลอร์ด” ได้จัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรทั่วประเทศแล้ว 2.75 ล้านราย รวมที่ดิน 35.52 ล้านไร่

ทว่า…การแจกจ่ายที่ดินที่อาจ “ไร้ระบบ” กลายเป็น “เตะหมู เข้าปากหมา” เมื่อที่ดิน ส.ป.ก.โดยเฉพาะใน “ทำเลทอง” เป็นดั่ง “ขุมทรัพย์” ที่กลุ่มนายทุนจ้องตาเป็นมัน “รุกไล่” หวังเข้ายึดครองเพื่อ “ปั่นราคา” และเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจด้านต่างๆ การ “เปลี่ยนมือ” ผู้ถือสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก. จึงมีให้เห็นอยู่ตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ที่ดิน ส.ป.ก.ไม่สามารถซื้อขายหรือเปลี่ยนมือได้ เว้นแต่การตกทอดไปยังลูกหลานเท่านั้น

ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน “คิดใหม่” กับนโยบายแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ และปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” หรือ “คทช.” ขึ้น เพื่อจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำกินและอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่

ตามแผนของ คทช. คือ มอบหมายให้ ส.ป.ก.วางแนวทางจัดรูปที่ดินแบบใหม่ จาก “รายเดี่ยว” มาเป็น “รายกลุ่ม” เพื่อหวังหยุดขบวนการซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. โดยใช้การจัดรูปที่ดินแบบแปลงใหญ่ ผ่านระบบสถาบันเกษตรกร คือ ใช้ “ขบวนการสหกรณ์” เข้ามาจัดการ มีแบบแผนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ขบวนการผลิตถึงการตลาด ที่สำคัญ คือ เป็นการแจกจ่ายสิทธิ์ในลักษณะ “ไม่ให้กรรมสิทธิ์” ถ้าไม่ใช้ “ยึดคืน” เพื่อหวังสกัดการซื้อขายสิทธิ์ที่ดิน และปัญหา “งาบที่หลวง”

“สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก.ได้เดินหน้าแนวทางดังกล่าว โดย “ล็อกเป้า” ดำเนินการ 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.อุทัยธานี, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา และชุมพร โดยจะนำที่ดิน ส.ป.ก.ที่รัฐบาลไล่ “ยึดคืน” มาจากนายทุนและผู้บุกรุกมาจัดสรรใหม่ เบื้องต้นได้ “นำร่อง” มอบหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่เกือบ 5,000 ไร่ ให้แก่ “สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด” ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อส่งมอบให้กับสมาชิกที่ผ่านการคัดเลือกใช้เป็นที่ดินทำกินตามแผน “อุทัยธานีโมเดล”

“อุทัยธานีโมเดล คือ โครงการจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่ให้แก่ผู้ไร้ที่อาศัยและไร้ที่ดินทำกินในพื้นที่ จ.อุทัยธานี ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนถาวร เพื่อไม่ให้กลับเข้าไปบุกรุกผืนป่าหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า แผนการจัดสรรที่ดินในโครงการ “อุทัยธานีโมเดล” จะนำที่ดินมาจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มเกษตรกร ผู้บุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ และผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินและหรือที่อยู่อาศัย 3 กลุ่ม คือ 1.เกษตรกรผู้บุกรุกทำกินในพื้นที่ทุ่งแฝก ต.ระบำ อ.ลานสัก 2.เกษตรกรผู้บุกรุกทำกินในพื้นที่วนอุทยานห้วยคต อ.ห้วยคต และ 3.เกษตรกรผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและหรือที่อยู่อาศัยใน จ.อุทัยธานี และจังหวัดอื่นๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2553-2558 จำนวน 9,218 ราย

เบื้องต้นโครงการนี้ได้ทำการออกแบบ สร้างชุมชนที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่ 8 ชุมชน จำนวนกว่า 486 ราย ในพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่จำนวน 3,486 ไร่ โดยแต่ละชุมชนจะได้รับการปรับแต่งและพัฒนาไม่ต่างจากหมู่บ้านจัดสรรที่พร้อมไปด้วยเส้นทางถนนเข้า-ออกสะดวก มีระบบน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในรูปแบบสระกักเก็บน้ำและบ่อบาดาล โดยรับน้ำสายหลักจาก “อ่างเก็บน้ำทับเสลา” ทำให้มีน้ำใช้พอเพียงตลอดทั้งปี มีระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคครบครัน มีระบบจัดการอาชีพในรูปแบบการรวมกลุ่มสหกรณ์ ส่งเสริมโครงการ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาตนเองให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

“อุทัยธานีโมเดล จะสร้างประโยชน์ ให้กับประชาชนที่ไร้ที่อยู่อาศัยและไร้ที่ทำกินใน จ.อุทัยธานี ได้เป็นอย่างดี สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน และเป็นโครงการต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ และจังหวัดอื่นๆ ที่ยังประสบกับปัญหาดังกล่าวได้อีกด้วย ที่สำคัญ ส.ป.ก.มั่นใจว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนมือผู้ถือครองจากเกษตรกรไปสู่นายทุนได้ เพราะคอนเซ็ปต์ คือ เป็นการมอบที่ดินให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ไปบริหารจัดการ หากเกษตรกรรายใดได้รับสิทธิ์ทำกิน แล้วไม่ทำกินต่อ จะถูกยึดพื้นที่คืนหลวงทันที เชื่อว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินได้” สรรเสริญ กล่าว

ปัญหากลุ่มบุคคลนำที่ดินหลวงไปใช้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก.เรื้อรังมานาน ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ส.ป.ก. พยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่อง…“อุทัยธานีโมเดล” จึงอาจเป็นหนึ่งใน “ไม้เด็ด” ที่ช่วยขจัดปัญหานี้ได้ ขณะเดียวกันยังถือเป็น “ยาขนานเอก” ที่นำมาใช้เยียวยาช่วยเหลือให้เกษตรกรได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และได้รับประโยชน์สูงสุดจากที่ดินผืนนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรไทยในอนาคต…ถ้าเดินหน้ากันอย่างจริงจัง!?!?!

Leave a comment