ปรากฏการณ์‘บัณฑิต…ฟันน้ำนม’ ค่านิยม‘เว่อร์’การศึกษาไทย.???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209220

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง…ฉันจึง มาหาความหมาย…

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย…สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว…

กลอนบทนี้แต่งโดย “วิทยากร เชียงกูล” ซึ่งมีการตีความหมายแตกต่างกันออกไปตามแง่มุมคิดของแต่ละคน แต่มุมหนึ่งเหมือนสะท้อนให้เห็นถึง “แวดวงการศึกษา” ของไทย ที่คล้ายกับว่าจุดมุ่งหมายอยู่แค่มุ่งหวังเพื่อ “ใบปริญญา” มากกว่า “วิชาการ” ที่ได้รับ ไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ปัจจุบัน “ค่านิยม”การศึกษาเพื่อกระดาษใบเดียวได้ฝังรากลึกตั้งแต่ระดับอนุบาลผ่านกิจกรรม “บัณฑิตน้อย”

ภาพเด็กเล็กวัยเพิ่งสิ้น “กลิ่นน้ำนม” แต่งหน้า ทำผมสวมชุดครุย เข้าแถวย่างก้าวเข้าไปเอื้อมคว้า “วุฒิบัตร” เพื่อแสดงว่าสำเร็จการศึกษาชั้นอนุบาล 3 เตรียมเลื่อนชั้นสู่ประถมศึกษาปีที่ 1 นำมาซึ่งคำถามว่าคุณค่าของงานบัณฑิตน้อยคืออะไร และเป็นการสร้างค่านิยมผิดๆ ตั้งแต่ระดับ “รากแก้ว” ทางการศึกษาของประเทศไทยหรือไม่.???

ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง “นายอดินันท์ ปากบารา” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) กล่าวว่า กิจกรรม “บัณฑิตน้อย” เป็นที่นิยมที่หลายๆ โรงเรียนทั้งของรัฐบาลและเอกชนจัดขึ้น เพื่อเป็น “แรงจูงใจ” และ “ปลูกฝัง” ให้เด็กรักการเรียน ซึ่ง กช.ย้ำเตือนว่าไม่ควรมีการเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ควรให้เป็นไปตามความสมัครใจ หรือถ้าโรงเรียนจะจัดก็ควรเป็นผู้ออกทุนออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งให้กับเด็กก็ได้ ส่วน “ชุดครุย” โรงเรียนควรจัดหามาให้เด็ก “ยืม” ใส่ ไม่ต้องเช่า หรือตัดมาจากร้านเอง

“บางโรงเรียนจะมีการหารือกับผู้ปกครอง และจัดงานขึ้นเพื่อให้เป็นแรงจูงใจและปลูกฝังให้เด็กรักการเรียน ซึ่ง กช.เน้นย้ำไปว่าค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมให้เป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน ชุดครุยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องสั่งตัด ไม่ต้องเช่าหลักๆ คือต้องเหมาะสม และประหยัด” นายอดินันท์ กล่าว

ความมุ่งหมายของ กช.เหมือนไม่เป็นดั่งหวัง เพราะปัจจุบันกิจกรรม “บัณฑิตน้อย” ดู “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ”!!!

“ปอง-เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป” กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=843223189120277&id=100002978123224 แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยสรุปว่า ช่วงนี้ “เด็กปฐมวัย” กำลังผลัดชั้นขึ้นประถม 1 จึงเห็นภาพที่ขัดอกขัดใจ ขัดหูขัดตา และขัดความรู้สึกที่สุด ปีละครั้ง คือ บัณฑิตน้อยที่โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต่างแข่งกันสร้างค่าของการเรียนจบในระดับเล็กๆ นี้ จนทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เกินความเหมาะสม มีผู้อำนวยการบางโรงเรียนบอกว่า…

“นี่คือการหาเงินเข้าโรงเรียนที่ง่ายและได้มากที่สุด บางปีรายได้ดีกว่าการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน เพราะมีกำไรตั้งแต่ค่าชุดครุย ค่าแต่งหน้าทำผม ค่าดอกไม้ใบหญ้า และตุ๊กตาหลากหลายที่นำมาขายเพื่อแสดงความดีใจต่อบัณฑิตน้อย”

กลายเป็นกระแสที่ “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ” โดยใช่เหตุ!!!

ผู้อำนวยการคนหนึ่งพยายามอธิบายถึง “แง่ดี” ของการจัดกิจกรรมบัณฑิตน้อย โยงไปถึงความประทับใจของเด็กที่จะมีไปตลอดชีวิต จนถึงการที่เด็กจะได้เรียนรู้และมีสำนึกแห่งความกตัญญูต่อพ่อแม่และครู รวมถึงบอกว่านี่คือเรื่องการ “ลงทุน” ในเด็กที่พ่อแม่ต้องยอมลงทุน เพื่อจะได้กำไรในอนาคต ถือเป็นเรื่องที่“เข้าใจผิด” เพราะการลงทุนในเด็กต้องไม่ใช่การลงทุนที่ให้เด็ก “เสพติด” ความฟุ้งเฟ้อแบบนี้ การลงทุนในเด็กต้องเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของตน เด็กต้องเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิต เรียนรู้การอยู่และร่วมสร้างสังคมที่ผู้คนไว้วางใจซึ่งกันและกัน

“ปอง-เรืองศักดิ์” แสดงความเห็นอีกว่า พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันว่า บัณฑิตน้อยเป็นช่องทางที่ผู้ใหญ่กำลังใส่เรื่องการแข่งขันลงไปในหัวเด็ก แข่งกันแต่งว่าชุดครุยใครสวยกว่า ใครจะแต่งหน้าฉ่ำ ทำผมสวยกว่า…“ธุระอะไรที่ต้องปรุงแปลงแต่งเด็กให้แก่แดดอย่างนี้ นี่เป็นการปูทางความคิดให้เด็กหรู ติดฟุ่มเฟือยแท้ๆ”

ในวันที่เรียนจบในระดับนี้แค่ “ไอติม” สักถ้วย ในงานปาร์ตี้สนุกๆ แบบเด็กๆ พอดีพองามน่าดูกว่าเป็นไหนๆ เด็กวัยนี้ความสุขในการเรียนรู้ ในการอยู่ในโรงเรียน ความสุขที่อยู่กับเพื่อนแล้วได้ทำอะไรๆที่สนุกสนานตามวัยต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้น ความสำเร็จของการจบการเรียนในระดับปฐมวัยต้องอยู่ที่การมีความสุขจากการเรียน แต่การสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ เป็นจุดขายเชิงธุรกิจมากกว่า ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเอาประโยชน์สูงสุดที่เด็กจะได้รับเป็นตัวตั้ง กิจกรรมบัณฑิตน้อยจะไม่ใช่กระแสที่ “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ” โดยใช่เหตุต่อเนื่องกันมาอย่างนี้!!!

ขณะที่นักวิชาการทางการศึกษาอย่าง “สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า กิจกรรมบัณฑิตน้อยควร“เลิก” ได้แล้ว เพราะแนวโน้มระบบการศึกษาในอนาคตไม่ได้เน้นที่ “ปริญญาบัตร” แต่ค่านิยมใหม่ทางการศึกษาจะเน้นเรื่องเนื้องาน ผลผลิตหรือชิ้นงานของเด็ก ดังนั้นสถาบันการศึกษาควรหันมาเน้น ยกย่องในสิ่งประดิษฐ์หรืองานวิจัยที่ผ่านกระบวนการ “ตกผลึก” ทางความคิดจาก “มันสมอง” ของเด็กมากกว่าการเน้นที่ใบปริญญา

“ควรเลิกปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แบบนี้ได้แล้ว การใช้ปริญญาเป็นจุดขายของการศึกษาเป็นการสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสม พอเป็นจุดขายก็เป็นเรื่องธุรกิจมากเกินไป โดยเฉพาะกับเด็กวัยนี้ไม่ควรใส่เรื่องนี้ มีหลายโรงเรียนพยายามใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายของโรงเรียน จุดขายน่าจะเป็นตัวความคิด แต่ทุกวันนี้ใช้ความฟุ่มเฟือยเป็นจุดขาย ไม่เหมาะสม น่าจะหยุดตั้งนานแล้ว”

นักวิชาการผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า สังคมไทยทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีปริญญา แต่หลายประเทศไม่ “บ้าปริญญา” เท่านี้ ต่างประเทศเน้นความพร้อมพัฒนาการของเด็ก การที่เด็กอนุบาลไทยใส่เสื้อครุยไปรับปริญญาสะท้อนความ “บ้าคลั่ง” ทางปริญญาบัตรของสังคมที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่อนุบาล เป็นค่านิยมที่ไม่ควรปลูกฝังในตัวเด็ก ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าไปใส่ใจให้ความสำคัญ เจ้าของโรงเรียนควรมีจิตสำนึกมากกว่านี้ในการทำอะไรเกี่ยวกับเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีบทบาทมากกว่านี้

“บัณฑิตน้อย” ที่นับวันจะจัดกันมากขึ้นในกลุ่มโรงเรียนเอกชนและสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คล้ายจะเป็นกระจกสะท้อนถึงแวดวงการศึกษาไทย ที่นับวันจะเน้นค่านิยมที่ “ผิดเพี้ยน ฟุ่มเฟือย” สนใจเพียง “เปลือกนอก” มากกว่า “แก่นแท้”

สุดท้าย…เด็กก็ได้ไปเพียงกระดาษแผ่นเดียว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment