ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/213954
“แก่แล้วตามโลกไม่ทัน”..เชื่อว่านี่คงเป็นวลีที่ได้ยินกันบ่อยๆ สืบเนื่องจากภาพลักษณ์ของประชากรตั้งแต่ วัยกลางคน
(อายุ 40 ปีขึ้นไป) ไปจนถึง ผู้สูงวัย (อายุ 55 ปีขึ้นไป) มักจะตามไม่ทันความรู้ใหม่ๆ มองว่าเทคโนโลยีเป็น “ของยาก”
แล้วก็ปฏิเสธที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเอง ดังรายงาน “สรุปผลที่สำคัญ สำรวจมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ.2556” จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2556 ประชากรอายุ 35-49 ปี ใช้อินเตอร์เนตเพียงร้อยละ 18.7 และอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้เพียงร้อยละ 6.6 เท่านั้น
เช่นเดียวกัน..“(ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต ฉบับที่ 3 ปี 2558-2562 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระบุว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ “สูงอายุและการศึกษาน้อย” โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยอยู่ที่ 56 ปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 33 ของชาวนาไทยมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คือ ร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่จบถึงระดับอุดมศึกษา ทำให้ยากต่อการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการปฏิรูปการเกษตร
ทว่า “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะ “ยอมจำนน” ต่อข้อจำกัดเหล่านี้!!!
“ตอนนั้นชาวบ้านที่นี่สุขภาพทรุดโทรม หน้าตาหมองคล้ำ ตอนที่อาจารย์มาบอกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าจะลดปุ๋ยเคมีและ
ยาแมลงแล้วจะเอาผลผลิตมาจากไหน? แต่เมื่อมองดูสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองที่มีแต่แย่ลงๆ จึงตัดสินใจที่จะเปิดใจมองหาข้อมูลใหม่ๆ แม้ไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ยอมเสียค่ารถกันไปเอง เพราะอยากจะเปลี่ยนแปลง”
คำบอกเล่าของ ประสิทธิ์ เกิดโภชน์ หนุ่มใหญ่วัย 57 ปี ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี ถึงผลกระทบของ “เกษตรเคมี” ทั้งในแง่สุขภาพ “ยิ่งทำยิ่งป่วย” และในแง่เศรษฐกิจ “ยิ่งทำยิ่งจน” กระทั่งเมื่อครั้งไปดูงานที่ ศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ จ.สระบุรี โดยมี สุพรชัย มั่งมีสิทธิ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ชักชวน

ที่นั่นทำให้ “มุมมอง-วิธีคิด” เกี่ยวกับการเกษตรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!!!
ประสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า ในปี 2544 หลังกลับจากดูงานดังกล่าว สมาชิกในกลุ่มที่ตอนนั้นมี 16 คน ทั้งหมดประกอบอาชีพทำนาข้าว ตัดสินใจเปลี่ยนจาก “นาเคมี”เป็น “นาอินทรีย์” ทันที พร้อมหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำปุ๋ยหมักแบบต่างๆ การเลี้ยงไส้เดือน การเผาถ่านเพื่อสกัดน้ำส้มควันไม้และการใช้สมุนไพรต่างๆ ใช้แทนยาฆ่าแมลง การทำแก๊สชีวภาพที่ได้ทั้งแก๊สและปุ๋ย การทำไบโอดีเซลช่วงน้ำมันราคาแพง การทำเตาชีวมวล รวมถึงการทำของใช้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น สบู่ แชมพู น้ำยาอเนกประสงค์
หากการ “ลงมือทำ” เพื่อเปลี่ยนแปลงจนตนเองประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว..การ “ถ่ายทอด” ให้ผู้อื่นเข้าใจด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า ประสิทธิ์กล่าวว่า ในปี 2549 หรืออีก “5 ปีต่อมา” ได้พบกับ ไตรพันธ์ คงกำเนิด นักวิชาการเกษตร ซึ่งลงพื้นที่และชักชวนให้เข้าร่วมประกวดโครงการศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ทำให้ทางกลุ่มรู้สึกสนใจ เพราะคิดว่าแนวทางนี้อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาคนอื่นๆ ได้บ้าง
ผลคือ “ตกรอบคัดเลือก” เพราะความ “ประหม่า-ตื่นเต้น” ที่ต้อง “เล่าเรื่อง” ต่อหน้าคนจำนวนมาก!!!
ทว่าด้วยความไม่ยอมแพ้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ถ้าอยากชนะก็จงซ้อม ซ้อม และซ้อม” บรรดาทีมงานในกลุ่มเก็บเอาความผิดพลาดเป็นบทเรียน และฝึกซ้อมการ“พูดหน้าไมค์” กันอย่างเอาจริงเอาจัง มีการจัดฉากจัดเวทีพร้อมจับเวลา จำลองให้ใกล้เคียงกับการประกวดของจริงมากที่สุด
“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกท้อ เพราะมั่นใจว่าทางกลุ่มมีผลงาน ทำทุกอย่างกับมือ มีประสบการณ์มากพอ แต่แค่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนตัดสินใจไม่ยอมแพ้ และแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยการฝึกพูดต่อสาธารณะทุกวัน โดยจัดฉากเหมือนมีเวทีและจับเวลาให้พูดตามเรื่องที่กำหนด ทุกคนพร้อมใจฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะอายุขนาดนี้ก็ตาม เพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะต้องทำได้” หนุ่มใหญ่รายนี้ กล่าว
ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก..ในที่สุดประสิทธิ์และทีมงานก็ได้รับรางวัลดีเด่นในการประกวด และเริ่มจัดตั้งศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2551 สิ่งแรกที่ทำคือซื้อที่ดินท้ายหมู่บ้าน สร้างอาคารอบรมหลังคามุงจาก และทำฐานความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ต่างๆ แบบครบวงจร เพื่อให้ที่สนใจมาที่นี่ครั้งเดียวเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง
ณ วันนี้หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชมศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จะพบว่าคุณลุงคุณตาในศูนย์สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างฉะฉาน และทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ตั้งแต่การเป็นวิทยากรไปจนถึงการทำความสะอาดสถานที่ การเสิร์ฟอาหารว่าง การทำอาหาร โดยกิจกรรมการเรียนรู้ช่วงเช้าจะเป็นภาคทฤษฎี ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นภาคปฏิบัติ ทุกคนจะได้ลงมือทำในฐานการเรียนรู้ต่างๆ โดยมีวิทยากรจากดอนผิงแดดไปให้คำแนะนำด้วย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างเตาถ่าน การทำโรงเรียนปลูกผัก การสร้างโรงสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นต้น
ไม่ต้องห่วง..มาเรียนที่นี่ “มือเปื้อนดิน” มีความรู้ “ทำได้-ทำเป็น” อย่างแน่นอน!!!
“การไปดูงานครั้งนั้นถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของพวกเรา ว่าเราคงไม่สามารถอยู่ในวงจรเดิมๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงได้อีกต่อไป เพราะมีแต่ขาดทุน ตอนนั้นอายุพวกเราก็มากกันแล้ว แม้การเปลี่ยนจะยาก เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้าวที่เราปลูกจะเป็นเช่นไร ผลผลิตจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ก็มั่นใจว่าเราต้องทำได้ อย่างน้อยสุขภาพต้องดีขึ้น ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเปลี่ยนแปลง” ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
เรื่องราวของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี นอกจากจะกล่าวถึงความสำคัญของ “เกษตรอินทรีย์” และ “การรวมเป็นเครือข่าย” อันเป็นวิถีทางรอดของเกษตรกรทั้งในแง่สุขภาพและเศรษฐกิจแล้ว ยังให้ข้อคิดที่มีค่ายิ่งอีกประการหนึ่ง
นั่นคือแม้ข้อมูลมากมายจะบอกว่าวัยกลางคนและผู้สูงอายุมีปัญหากับการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นตามนั้นเสมอไป ดังที่ปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงเข้าสู่ “วัยกลางคน” อายุเฉลี่ยเลยหลักสี่หลักห้าขึ้นไป อันเป็นวัยที่มักถูกปรามาสว่า “สังขารไม่อำนวย” ก็ยังสามารถปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเองได้
“ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้” หากมีความตั้งใจจริง!!!