ปราชญ์ชุมชน‘ดอนผิงแดด’ ‘วัย’ไม่อาจขวาง‘การเรียนรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213954

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แก่แล้วตามโลกไม่ทัน”..เชื่อว่านี่คงเป็นวลีที่ได้ยินกันบ่อยๆ สืบเนื่องจากภาพลักษณ์ของประชากรตั้งแต่ วัยกลางคน
(อายุ 40 ปีขึ้นไป) ไปจนถึง ผู้สูงวัย (อายุ 55 ปีขึ้นไป) มักจะตามไม่ทันความรู้ใหม่ๆ มองว่าเทคโนโลยีเป็น “ของยาก”
แล้วก็ปฏิเสธที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเอง ดังรายงาน “สรุปผลที่สำคัญ สำรวจมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ.2556” จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2556 ประชากรอายุ 35-49 ปี ใช้อินเตอร์เนตเพียงร้อยละ 18.7 และอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้เพียงร้อยละ 6.6 เท่านั้น

เช่นเดียวกัน..“(ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต ฉบับที่ 3 ปี 2558-2562 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระบุว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ “สูงอายุและการศึกษาน้อย” โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยอยู่ที่ 56 ปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 33 ของชาวนาไทยมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คือ ร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่จบถึงระดับอุดมศึกษา ทำให้ยากต่อการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการปฏิรูปการเกษตร

ทว่า “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะ “ยอมจำนน” ต่อข้อจำกัดเหล่านี้!!!

“ตอนนั้นชาวบ้านที่นี่สุขภาพทรุดโทรม หน้าตาหมองคล้ำ ตอนที่อาจารย์มาบอกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าจะลดปุ๋ยเคมีและ
ยาแมลงแล้วจะเอาผลผลิตมาจากไหน? แต่เมื่อมองดูสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองที่มีแต่แย่ลงๆ จึงตัดสินใจที่จะเปิดใจมองหาข้อมูลใหม่ๆ แม้ไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ยอมเสียค่ารถกันไปเอง เพราะอยากจะเปลี่ยนแปลง”

คำบอกเล่าของ ประสิทธิ์ เกิดโภชน์ หนุ่มใหญ่วัย 57 ปี ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี ถึงผลกระทบของ “เกษตรเคมี” ทั้งในแง่สุขภาพ “ยิ่งทำยิ่งป่วย” และในแง่เศรษฐกิจ “ยิ่งทำยิ่งจน” กระทั่งเมื่อครั้งไปดูงานที่ ศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ จ.สระบุรี โดยมี สุพรชัย มั่งมีสิทธิ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ชักชวน

ประสิทธิ์ เกิดโภชน์ (ขวาสุด) กับคณะปราชญ์ชาวบ้านดอนผิงแดด

ที่นั่นทำให้ “มุมมอง-วิธีคิด” เกี่ยวกับการเกษตรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!!!

ประสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า ในปี 2544 หลังกลับจากดูงานดังกล่าว สมาชิกในกลุ่มที่ตอนนั้นมี 16 คน ทั้งหมดประกอบอาชีพทำนาข้าว ตัดสินใจเปลี่ยนจาก “นาเคมี”เป็น “นาอินทรีย์” ทันที พร้อมหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำปุ๋ยหมักแบบต่างๆ การเลี้ยงไส้เดือน การเผาถ่านเพื่อสกัดน้ำส้มควันไม้และการใช้สมุนไพรต่างๆ ใช้แทนยาฆ่าแมลง การทำแก๊สชีวภาพที่ได้ทั้งแก๊สและปุ๋ย การทำไบโอดีเซลช่วงน้ำมันราคาแพง การทำเตาชีวมวล รวมถึงการทำของใช้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น สบู่ แชมพู น้ำยาอเนกประสงค์

หากการ “ลงมือทำ” เพื่อเปลี่ยนแปลงจนตนเองประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว..การ “ถ่ายทอด” ให้ผู้อื่นเข้าใจด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า ประสิทธิ์กล่าวว่า ในปี 2549 หรืออีก “5 ปีต่อมา” ได้พบกับ ไตรพันธ์ คงกำเนิด นักวิชาการเกษตร ซึ่งลงพื้นที่และชักชวนให้เข้าร่วมประกวดโครงการศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ทำให้ทางกลุ่มรู้สึกสนใจ เพราะคิดว่าแนวทางนี้อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาคนอื่นๆ ได้บ้าง

ผลคือ “ตกรอบคัดเลือก” เพราะความ “ประหม่า-ตื่นเต้น” ที่ต้อง “เล่าเรื่อง” ต่อหน้าคนจำนวนมาก!!!

ทว่าด้วยความไม่ยอมแพ้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ถ้าอยากชนะก็จงซ้อม ซ้อม และซ้อม” บรรดาทีมงานในกลุ่มเก็บเอาความผิดพลาดเป็นบทเรียน และฝึกซ้อมการ“พูดหน้าไมค์” กันอย่างเอาจริงเอาจัง มีการจัดฉากจัดเวทีพร้อมจับเวลา จำลองให้ใกล้เคียงกับการประกวดของจริงมากที่สุด

“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกท้อ เพราะมั่นใจว่าทางกลุ่มมีผลงาน ทำทุกอย่างกับมือ มีประสบการณ์มากพอ แต่แค่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนตัดสินใจไม่ยอมแพ้ และแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยการฝึกพูดต่อสาธารณะทุกวัน โดยจัดฉากเหมือนมีเวทีและจับเวลาให้พูดตามเรื่องที่กำหนด ทุกคนพร้อมใจฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะอายุขนาดนี้ก็ตาม เพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะต้องทำได้” หนุ่มใหญ่รายนี้ กล่าว

ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก..ในที่สุดประสิทธิ์และทีมงานก็ได้รับรางวัลดีเด่นในการประกวด และเริ่มจัดตั้งศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2551 สิ่งแรกที่ทำคือซื้อที่ดินท้ายหมู่บ้าน สร้างอาคารอบรมหลังคามุงจาก และทำฐานความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ต่างๆ แบบครบวงจร เพื่อให้ที่สนใจมาที่นี่ครั้งเดียวเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง

ณ วันนี้หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชมศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จะพบว่าคุณลุงคุณตาในศูนย์สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างฉะฉาน และทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ตั้งแต่การเป็นวิทยากรไปจนถึงการทำความสะอาดสถานที่ การเสิร์ฟอาหารว่าง การทำอาหาร โดยกิจกรรมการเรียนรู้ช่วงเช้าจะเป็นภาคทฤษฎี ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นภาคปฏิบัติ ทุกคนจะได้ลงมือทำในฐานการเรียนรู้ต่างๆ โดยมีวิทยากรจากดอนผิงแดดไปให้คำแนะนำด้วย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างเตาถ่าน การทำโรงเรียนปลูกผัก การสร้างโรงสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

ไม่ต้องห่วง..มาเรียนที่นี่ “มือเปื้อนดิน” มีความรู้ “ทำได้-ทำเป็น” อย่างแน่นอน!!!

“การไปดูงานครั้งนั้นถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของพวกเรา ว่าเราคงไม่สามารถอยู่ในวงจรเดิมๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงได้อีกต่อไป เพราะมีแต่ขาดทุน ตอนนั้นอายุพวกเราก็มากกันแล้ว แม้การเปลี่ยนจะยาก เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้าวที่เราปลูกจะเป็นเช่นไร ผลผลิตจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ก็มั่นใจว่าเราต้องทำได้ อย่างน้อยสุขภาพต้องดีขึ้น ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเปลี่ยนแปลง” ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องราวของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี นอกจากจะกล่าวถึงความสำคัญของ “เกษตรอินทรีย์” และ “การรวมเป็นเครือข่าย” อันเป็นวิถีทางรอดของเกษตรกรทั้งในแง่สุขภาพและเศรษฐกิจแล้ว ยังให้ข้อคิดที่มีค่ายิ่งอีกประการหนึ่ง

นั่นคือแม้ข้อมูลมากมายจะบอกว่าวัยกลางคนและผู้สูงอายุมีปัญหากับการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นตามนั้นเสมอไป ดังที่ปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงเข้าสู่ “วัยกลางคน” อายุเฉลี่ยเลยหลักสี่หลักห้าขึ้นไป อันเป็นวัยที่มักถูกปรามาสว่า “สังขารไม่อำนวย” ก็ยังสามารถปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเองได้

“ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้” หากมีความตั้งใจจริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment