‘ปักไผ่…ปลูกป่าโกงกาง’ชะลอคลื่น ทวงคืนชายฝั่ง‘บางปู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208215

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ชายฝั่ง”…..

เป็นระบบนิเวศน์สำคัญ แต่ที่ผ่านมาแนวชายฝั่งแทบทุกภาคของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ดั่ง “กันชน” ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ กลับต้องผจญกับสถานการณ์ “แผ่นดิน…หดหาย” อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากการถูกคลื่นและน้ำทะเล “กัดเซาะ”

ข้อมูลของ “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” หรือ “ทช.” พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,148 กิโลเมตร แบ่งเป็น ด้านอ่าวไทย 2,055 กิโลเมตร และด้านอันดามัน 1,093 กิโลเมตร มีลักษณะพื้นที่แบบหาดทราย ร้อยละ 52, หาดโคลน ร้อยละ 33, หาดหิน ร้อยละ 10 และอื่นๆ ร้อยละ 5 โดยความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับวิกฤติ,2.ระดับเร่งด่วน และ 3.ระดับเฝ้าระวัง

ในจำนวนแนวชายฝั่งความยาว 3,148 กิโลเมตรพบว่า มีพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะรุนแรง 830 กิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร และฝั่งอ่าวไทย 730 กิโลเมตร อยู่ในท้องที่ 23 จังหวัด 91 อำเภอ 320 ตำบล พื้นที่ที่มีการกัดเซาะขั้น “วิกฤติ” มี 44 จุด ใน 19 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน หลายพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะและสูญเสียพื้นที่ตั้งแต่ 5 เมตร จนถึง 30 เมตรต่อปี

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากวิกฤติภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย คือ ระบบนิเวศน์ทางทะเลมีความเสื่อมโทรม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรงขึ้น เกิดพายุรุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้ง และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ชายฝั่งที่ส่งผลต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. กล่าว

ด้วยสถานการณ์วิกฤติข้างต้น ทำให้ “ทช.” พยายามคิดค้นแนวทาง “ยับยั้ง” ปัญหาที่เกิดขึ้น และหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ คือ “แนวไผ่…ชะลอคลื่น” ที่ “สถานตากอากาศบางปู” จ.สมุทรปราการ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการใช้ “ธรรมชาติสู่ธรรมชาติ”

“แนวไม้ไผ่” ถูกผูกติดปักเรียงรายเป็นแนวยาวถัดจากป่าชายเลนออกไปราว 50 เมตร เพื่อลดความ“เกรี้ยวกราด” และชะลอกระแสคลื่นทะเลอ่าวไทยที่ซัดเข้าใส่ชายฝั่ง ขณะเดียวกันมันยังช่วย “กักเก็บ” สารอาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่พัดจากท้องทะเล รวมถึงเป็น“แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ”ขนาดเล็ก ช่วยฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณสถานตากอากาศบางปู ให้กลับคืนมา ซึ่งจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าผลการปักแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2558 มีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 60 ไร่

“พล.อ.สุรศักดิ์” กล่าวว่า “แนวไผ่…ชะลอคลื่น” เกิดขึ้นจากการที่ ทช.ได้จัดทำโครงการ “มาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน” ที่สามารถแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ชายเลน โดยร่วมกับกองทัพบกจัดทำพื้นที่สาธิตการบรรเทาผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง ณ บริเวณสถานตากอากาศบางปู ตั้งแต่ปี 2551 และร่วมกันดูแลให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ที่เป็นเลิศ เพื่อเป็นสถานที่ทดลองปฏิบัติงานจริงและวัดผลการปฏิบัติจริง เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งปฏิบัติการให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เรียนรู้วิธีการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อนอย่างยั่งยืน

สำหรับ “ความรุนแรง” ของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับวิกฤติ ระดับเร่งด่วน และระดับเฝ้าระวัง ซึ่ง “พล.อ.สุรศักดิ์” บอกว่า การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่ป่าชายเลนมี 2 แบบ คือ 1.“แบบโครงสร้างแข็ง” เช่น การสร้างกำแพงป้องกันคลื่น เขื่อนหินทิ้ง เขื่อนดักทรายหรือรอดักทราย และ 2.“แบบโครงสร้างอ่อน” เช่น เสริมทราย และ “ปักไม้ไผ่” ชะลอคลื่น เป็นต้น

“สูตรสำเร็จของการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน อย่างที่สถานตากอากาศบางปู ใช้ไม้ไผ่ชะลอคลื่นกระทบฝั่ง ทำมา 7 ปี ได้พื้นป่าชายเลนกลับคืนมา 60 ไร่ คาดว่าจะมีการขยายใช้แนวคิดนี้ในพื้นที่อื่นๆต่อไป แต่อีกตัวการหนึ่งที่อันตรายต่อป่าชายเลน นอกเหนือจากการกระทำของธรรมชาติ คือ การบุกรุกป่าชายเลนของพวกนายทุน ซึ่ง ทส.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกให้ได้” รมว.ทส.กล่าว

ด้าน “น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ” อธิบดี ทช. กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะที่สถานตากอากาศบางปู ดำเนินการง่ายๆ โดยปักแนวไม้ไผ่แบบ 5 แถว และปลูก“ต้นโกงกาง” เพื่อเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งผ่านมา 7 ปี ช่วยเพิ่มผืนป่าชายเลนได้ประมาณ 60 ไร่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าชายเลนในบริเวณข้างเคียงด้วย ซึ่งไม่เฉพาะที่นี่เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี 2550-2558 ทช.ได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในอีก 16 จังหวัด ผลปรากฏว่า ขณะนี้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งสำหรับพื้นที่ป่าชายเลนได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ปัก” ไม้ไผ่ และ “ปลูก” ต้นโกงกางเพิ่ม

ส่วนในพื้นที่อื่นๆนั้นจะต้องศึกษาพื้นที่เสียก่อน ทั้งลักษณะทางกายภาพ คลื่นลม กระแสลม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ รวมถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชาวบ้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างแบบแข็ง เช่น การสร้างแนวเขื่อน หากสร้างไม่ครอบคลุมจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียง

“ทช.จะเดินหน้าวางระบบป้องกันพื้นที่ชายฝั่ง และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและการกัดเซาะชายฝั่ง โดยอาศัยหลักการแก้ปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของการกลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ ในวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพสังคม และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในพื้นที่ การส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันของชุมชนในพื้นที่ต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้แนวคิดธรรมชาติสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางสังคมเศรษฐกิจชุมชนต่อไป” อธิบดี ทช. กล่าว

ปัญหาชายฝั่งถูก “กัดเซาะ” ถือเป็น “ภัยพิบัติเงียบ” ที่ทำให้ชุมชนต้องสูญเสียที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หลายหน่วยงานพยายาม “บูรณาการ” ความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ซึ่งการ “ปักไผ่…ปลูกป่าโกงกาง” เป็นหนึ่งในแนวคิดที่นำมาใช้อย่างได้ผลเป็นรูปธรรม

แม้ไม่อาจ “ทวงคืน” แผ่นดิน-ชายฝั่ง ที่หายไปกับความเกรี้ยวกราดของ “คลื่นลม และน้ำทะเล” มาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็น “แนวกันชน” ป้องกันไม่ให้ถูก“กลืนกิน” เหมือนเช่นอดีต…

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment