ผลกระทบ ‘ทวงคืนผืนป่า’ วอนรัฐ ‘เข้าใจ-ไม่เหมารวม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213241

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ครอบครัวเราก็มีสองขา ทำมาหากินด้วยกัน พอถูกจับไปหนึ่งคนนี่ตะแคงล้มคว่ำเลย ข้าวสารก็ไม่มี ไร่ที่จะไปถางก็ไม่มี ใครจะดูแลลูก? แล้วถ้าดูแลลูกงานข้างนอกก็ไม่ได้ การศึกษาก็ต้องใช้ทุนต้องเสียเงิน มันก็เป็นวิกฤติของครอบครัว นโยบายที่ไม่แยกแยะและไม่เข้าใจ อย่างแม่ฮ่องสอนนี่แปดสิบกว่าชุมชนคือผิดกฎหมายหมด ถ้าจะจับเราก็จะเจอเหตุการณ์ตกทุกข์เช่นนี้เรื่อยๆ ทั้งที่มันไม่ควรจะเป็น”

คำพูดซึ่งบ่งบอกน้ำเสียงและท่าที “อึดอัดคับข้องใจ” จากเสียงสะท้อนของ พฤ โอโดเชา ผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง)กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อครั้งติดตามคณะของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 19-23 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา ถึงผลกระทบที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่า

พฤ ยกตัวอย่าง “การใช้ไม้สักสร้างบ้าน” ซึ่งสำหรับชาวกะเหรี่ยงแล้ว “บ้านไม้สักมีความหรูหราน้อยกว่าบ้านอิฐและปูน” เพราะไม้สักนั้นหาได้ง่ายจากในพื้นที่ โดยชาวบ้านจะค่อยๆ เก็บสะสมไม้ไว้ครั้งละท่อนสองท่อน เฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาราว 5 ปีขึ้นไป จึงมีไม้เพียงพอที่จะเริ่มลงเสาขึ้นโครงบ้านได้สักหลังหนึ่ง แต่ก็ยังใช้ทุนในการก่อสร้างไม่มากนักเมื่อเทียบกับบ้านที่สร้างจากอิฐและปูน

ตรงกันข้ามกับ “คนเมือง” ที่มองว่า “บ้านไม้สักคือบ้านของคนร่ำรวย” มีระดับมากกว่าบ้านอิฐและปูน!!!

“คนปกาเกอะญอนะ เขาถือว่าถ้าบ้านไหนมีซีเมนต์ (Cement-ปูนที่ใช้สำหรับก่อสร้างอาคาร) แสดงว่าบ้านนั้นรวยกว่า ถ้าคนไหนสร้างบ้านด้วยไม้ คนนั้นน่ะจนกว่า เพราะซีเมนต์เราต้องไปขนมาจากในเมือง เสียค่าขนส่ง ต้องใช้ความชำนาญในการฉาบปูนมากเลย แล้วมั่นคงกว่าไม้สักด้วยเพราะปลวกกินไม่ได้ ในความคิดชาวบ้านน่ะปูนคือสุดยอดกว่าแต่คนในเมืองกลับมองว่าไม้สักแพงกว่า” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้ ระบุ

อย่างไรก็ตาม พฤ ยอมรับว่าในพื้นที่ก็มีคนบางส่วนที่“ลักลอบตัดไม้” โดยเฉพาะไม้สักไปขายให้กับคนภายนอกอยู่จริง ดังนั้น จึงฝากให้เจ้าหน้าที่รัฐ “แยกแยะ” ระหว่างสุจริตชนธรรมดาที่นำไม้มาปลูกบ้านอยู่อาศัยกับผู้กระทำผิดที่มีเจตนานำไม้ไปขาย ซึ่งเชื่อว่า “ไม่ยาก” หากตั้งใจจะทำอย่างจริงจังแบบไม่เหวี่ยงแห

“ชาวบ้านรู้ คนพื้นที่รู้ ถ้าภาครัฐเขามาหากรรมการชุมชน ใช้อำนาจถามเอาหน่อยว่าเป็นใครบ้าง แล้วก็กรองกันไปว่าใครบ้างที่ทำไม้ขาย เดี๋ยวมันก็โผล่ออกมา” พฤ กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแต่กลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านทั่วๆ ไปที่ตั้งถิ่นฐานและทำการเกษตรอยู่ใกล้พื้นที่ป่ามาเป็นเวลานาน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีประกาศออกมา 2 ฉบับ คือ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 แม้จะมีการกำชับว่า “ต้องไม่ทำให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพเล็กๆ น้อยๆ ได้รับความเดือดร้อน” แต่ในทางปฏิบัติพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังดำเนินการทำลายพืชผลทางการเกษตร รวมถึงขับไล่และฟ้องร้องคดีกับประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าแบบเหมารวมอยู่เสมอ

แม้หลายชุมชนในหลายพื้นที่..จะอยู่มาก่อนมีการประกาศพื้นที่ป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติก็ตาม!!!

ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวว่า ข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน กรณี “คนกับป่า” เป็นสิ่งเกิดขึ้นมาช้านาน เพราะนโยบายของภาครัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน เช่น ก่อนหน้านี้มีความพยายามผลักดันให้เกิด “โฉนดชุมชน” กระทั่งเคยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาแล้วในปี 2553 ว่าด้วยการให้สิทธิประชาชนในรูปของชุมชนส่วนรวม ไม่ใช่ปัจเจกชนคนใดคนหนึ่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อทำกินดำรงชีพ พร้อมกับชุมชนจะมีหน้าที่ที่ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

แต่รัฐบาลปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นาแปลงรวม” ซึ่งประชาชนกังวลกับ “เงื่อนไขที่ไม่แน่นอน”!!!

“หลักการของโฉนดชุมชนคือการรองรับสิทธิ์ของชุมชน ให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากที่ดิน แต่หลักแปลงรวมของ คสช. บอกว่าเป็นการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ใช้ประโยชน์แต่ไม่ได้บอกให้บริหารจัดการ อนุญาตกับการรองรับสิทธิ์นี่ต่างกันนะ อนุญาตนี่สิทธิ์ยังอยู่ที่ป่าไม้นะ เขาจะยกเลิกหรือกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรก็ได้แต่ถ้ารองรับสิทธิ์บริหารจัดการของชุมชนก็จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งห้ามขยายพื้นที่ออกไป สองห้ามขายพื้นที่นี้ให้กับคนภายนอก ถ้าทำไม่ได้ก็โดนยกเลิกสิทธิ์ ชุมชนเขาก็จะต้องบริหารจัดการให้ได้”

ประยงค์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น ดำเนินนโยบายอย่างเป็นธรรม อาทิ พื้นที่ใดที่มีชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนใช้นโยบายเขตป่าสงวนในปี 2545 ซึ่งมีการใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นครั้งแรก ให้รับรองสิทธิ์ของชุมชนนั้นทันที, พื้นที่ใดที่พบว่ามีชุมชนมาตั้งแต่ปี 2545-2554 ซึ่งมีการใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นครั้งที่สอง ให้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไข “เกษตรแบบยั่งยืน” ห้ามปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายระบบนิเวศน์

ส่วนพื้นที่ที่พบหลังจากปี 2554 ให้ถือว่าเป็นพื้นที่บุกรุกต้องได้รับการฟื้นฟูเป็นป่าธรรมชาติ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแล รวมถึง ดำเนินการตามสภาพความเป็นจริงเช่น จังหวัดใดที่มีพื้นที่ป่าถึงร้อยละ 40 หรือมากกว่า ตามเป้าหมายของ คสช. อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการใดๆ อีก

จากปัญหาที่เกิดขึ้น เตือนใจดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา กสม. ทุกชุด มีนโยบายส่งเสริมและผลักดัน “สิทธิ์ของชุมชน” มาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็น “การมีส่วนร่วม” ของภาคประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากร “ดิน-น้ำ-ป่า”ซึ่ง กสม. จะมีกำหนดการร่วมหารือกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เกี่ยวกับนโยบายทวงคืนผืนป่า ในวันที่ 29 เม.ย. 2559 นี้

“นโยบายทวงคืนผืนป่าโดยเจตนารมณ์แล้วเป็นสิ่งที่ดี เพราะท่านนายกเองก็ได้ไปประชุมที่สหประชาชาติเมื่อปลายปี 2558 ว่าด้วยสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน ท่านนายกได้ออกคำสั่งที่ 64 และ 66 ซึ่งคำสั่ง 66 นั้นบอกว่าต้องไม่กระทบต่อคนจนผู้ยากไร้ แต่การตีความและปฏิบัติอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ซึ่ง 29 เมษานี้ ทางอนุสิทธิชุมชนก็ได้เชิญ กอ.รมน. มาหารือเรื่องนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศเลย น่าจะมีแนวทางอื่นที่ไม่ใช่การตัดฟันพืชผลที่ชาวบ้านปลูก แต่อาจจะถือว่าพืชผลนั้นเป็นของรัฐแต่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นไม้ไม่ใช่ทำลายต้นไม้” กก.สิทธิฯ กล่าวทิ้งท้าย

แม้จะเข้าใจได้ว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ แต่แนวทางปฏิบัติของภาครัฐมักไม่ค่อยแยกระหว่าง “นายทุนรายใหญ่” กับ “ชาวบ้านตัวเล็กๆ” อีกทั้งไม่เข้าใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่ป่า และมักกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้ “ทำลายสิ่งแวดล้อม” อยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแนวทางเน้นคัดกรองให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า

เพราะจะเป็นการ “คืนความสุข” ให้กับประชาชนดังเป้าหมายของ คสช. และรัฐบาลอย่างแท้จริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment