ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/204004
ต้องบอกว่า “สาหัส” จริงๆ กับวิกฤติ “ภัยแล้ง” ซึ่งยาวนานตั้งแต่กลางปี 2558 มาถึงต้นปี 2559 และคาดว่าฤดูร้อนนี้คง “เหนื่อย” กันทั้งประเทศ ดังที่กูรูด้านภัยพิบัติอย่าง ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนว่า “มีนา-พฤษภา’59” จะเป็นช่วงที่ร้อนและแล้งจัดที่สุด จากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ (El Nino)
และงานนี้ “คนกรุงเทพฯ” จะได้รับผลกระทบเต็มๆ ถึงขั้น “ขาดแคลนน้ำกิน-น้ำใช้”!!!
“จะเห็นว่าน้ำในแม่น้ำลำคลองสายหลักแห้งขอดเขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำมาก็โดนสูบกลางทาง ไม่พอผลักดันน้ำเค็ม ตอนนี้น้ำเจ้าพระยาเป็นน้ำกร่อยแล้วมาถึงสะพานพุทธ คลองต่างๆ ใน กทม. ปิดปากคลองแล้ว ป้องกันน้ำเค็มเข้า แต่ทางรัฐบาลยังไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชน ตรงนี้ตนเห็นว่าเป็นห้วงเวลาวิกฤติสุดแล้ว จึงออกมาเตือนให้เตรียมช่วยตัวเอง อย่าไปหวังพึ่งหน่วยงานรัฐ เพราะถึงเวลาทุกคนไม่มีน้ำกิน จะเกิดโกลาหลจนรัฐบาลไม่สามารถช่วยใครได้” ดร.สมิทธ กล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา
สอดคล้องกับที่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานกล่าวในงานแถลงข่าว “แบ่งน้ำใช้ ปันน้ำใจ สู้ภัยแล้ง” จัดโดย Thai PBS ร่วมกับหอการค้าไทยและภาคธุรกิจเอกชน วันที่ 24 ก.พ. 2559 ณ หอการค้าไทย ถ.ราชบพิธ กรุงเทพฯ ว่าปัจจุบันเขื่อนต่างๆ ในประเทศไทย มีปริมาณน้ำรวมกันราว 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง “น้อยกว่าปีที่แล้ว” ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
“ในพื้นที่ภาคเหนือ เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ถ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถวๆ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนห้วยหลวง แถวๆ บุรีรัมย์ สุรินทร์ พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำ” ดร.ทองเปลว กล่าว
อย่างไรก็ตาม..สำหรับกรณีที่ ดร.สมิทธ ออกมาเตือนถึงวิกฤติแล้งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในลุ่มน้ำดังกล่าวด้วย โดยบอกว่าน้ำหมดเขื่อนแล้วแต่รัฐบาลปิดข่าวนั้น ดร.ทองเปลว ชี้แจงกับสื่อว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันว่า“4 เขื่อนหลัก” อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้ระบายวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2559
ดังนั้น “ปริมาณน้ำเพียงพอ” สำหรับใช้ในทุกกิจกรรมอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม ให้สวนผลไม้ต่างๆ ในลุ่มเจ้าพระยา โดยประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลปริมาณน้ำได้ที่เว็บไซต์ของกรมชลประทาน และย้ำว่า “ไม่มีการปกปิดข้อเท็จจริง” แต่อย่างใด
“ณ วันที่ 1 พฤษภาคม มีน้ำเหลืออยู่ในเขื่อน 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันว่าน้ำมีกินมีใช้พอช่วงฤดูแล้ง และสำรองน้ำไว้จนถึงต้นฤดูฝนเดือนสิงหาคมกรณีฝนมาล่าช้าไว้ด้วย จะไม่มีปัญหาแน่นอน” ดร.ทองเปลว กล่าวย้ำ
ด้านกูรูภัยพิบัติอีกราย รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า จากการประมวลผลด้วยแบบจำลองซ้ำๆ หลายครั้งพบว่าร้อยละ 90 ของการประมวลผลชี้ว่าปีนี้ “ฝนมาช้า” แน่นอน ดังนั้นภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคการเกษตร”!!!
“เกษตรกรมีความเสี่ยงสูงถ้าจะลงนาปีในช่วงเมษาถึงพฤษภา ฝนจะไม่ค่อยดี ถ้าไม่มีการให้ความรู้กับเขา ทีนี้เขาจะลงนาปี ส่วนพวกทำนาปรังก็จะลงนาปีด้วย พวกนี้เรียกตามน้ำถ้าเขาทำนาปีเท่าปีที่แล้วคือ 4 ล้านไร่ วุ่นแน่ ฉะนั้นจะทำยังไง?รัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯต้องจัดพื้นที่ให้ดี มันก็จะทยอยการใช้น้ำไปได้
ถ้าไม่ทำแบบนี้มันก็จะมีปัญหา ภาคการเกษตรนี่ใช้น้ำมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมกับภาคอุปโภคบริโภค ใช้น้ำแค่ 4-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รวมๆ กันแล้วก็ยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมหรืออื่นๆ จะลดยังไงก็ไม่รอด ถ้าภาคเกษตรไม่ลด” ดร.เสรี ระบุ
ทว่าแม้ “ข้อมูลทางวิชาการ” จะเป็นดังที่กล่าวมา แต่ใน “ชีวิตจริง” ที่ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่างก็เป็น “มนุษย์” ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตและจิตใจ ฉะนั้น “การสื่อสารทำความเข้าใจ” จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ต้องการให้กลายเป็นประเด็น “ดราม่า” ขยายปมความขัดแย้งจนสังคมเกิดภาวะโกลาหล ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง“น้ำท่วมใหญ่ 2554” ทั้งนี้ ดร.เสรี ยกตัวอย่าง “ข้อคับข้องใจ” ของประชาชนในภาคเกษตร อาทิ..
“ตอนน้ำท่วมให้ฉันเป็นแก้มลิง ตอนน้ำแล้งให้ฉันงดปลูกข้าว”!!!
“คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้น้ำ 4 เดือน 600ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเท่านี้ทำนาได้ 4 แสนไร่ ขายข้าวได้เงิน 2,600 ล้านบาท แต่เอาไปทำน้ำประปาขายได้ 6,000 ล้านบาท พวกฉันไม่ได้อะไรเลย”!!!
จากข้อกังวลนี้ ต้องแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ 1.จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรอย่างไร? ประเด็นนี้ นางวัชรีพร โอฬารกนก ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ความเห็นว่า การจะให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำมานาน เช่น การปลูกข้าวติดต่อกันตลอดทั้งปีไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา
ฉะนั้น “ภาควิชาการ” ต้องเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกร “ให้ทางเลือก” กับเขาว่าหากไม่ปลูกข้าวแล้วในช่วงแล้งจะทำอะไรแทน? รวมถึงภาครัฐต้องมีกลไกสนับสนุนอื่นๆ ให้เกษตรกรที่เริ่มทดลองปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก เพื่อให้เห็นว่าความรู้นั้นใช้ได้จริงรวมถึงในระยะยาวต้องมี “แผนชุมชน” ให้ชาวบ้านแต่ละพื้นที่ช่วยกันคิดช่วยกันวางแผน ว่าในอนาคตชุมชนของตนจะปลูกอะไรกันต่อไป? หรือต้องไปทำอาชีพอื่นนอกภาคเกษตร เป็นต้น
กับ 2.คนในเมืองจะมีบทบาทอย่างไรกับวิกฤติแล้ง? ประเด็นนี้นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการเกษตรสามารถลดการทำนาปรังไปได้ไม่น้อย ดังนั้น “คนในเขตเมืองก็ต้องช่วยประหยัดน้ำ” ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะผ่านวิกฤติแล้งปีนี้ไปได้ แต่คงต้องใช้เวลาประมาณ “3-4 ปี” กว่า 2 เขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามที่ควรจะเป็น
และประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับทั้งประเพณีและการท่องเที่ยว..“สงกรานต์ปีนี้ยังจะจัดงานเล่นสาดน้ำได้หรือไม่?” ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต่างตอบตรงกันว่า “เล่นได้..แต่ขอให้เล่นอย่างประหยัด” เช่น นายพิสิฐ หงส์วณิชย์กุล ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค แสดงความเป็นห่วงพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ จ.เชียงใหม่ ที่มีอัตราการใช้น้ำสูงเป็นพิเศษในช่วงสงกรานต์ รวมถึงเมืองพัทยา และจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่นเดียวกับ ดร.ทองเปลว ที่แสดงความเป็นห่วงพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะใช้น้ำประปาในการเล่นสาดน้ำ
“ในการใช้น้ำเล่นสงกรานต์ อย่างเชียงใหม่เขามีคูเมืองซึ่งมีน้ำเข้าสู่ระบบตามธรรมชาติอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าใกล้สงกรานต์ อาจจะเก็บน้ำไว้เล่นสัก 2-3 วัน อาจจะไม่กระทบกับภาคอื่น ยกเว้นบางพื้นที่ อย่าง กทม. นี่เล่นสงกรานต์ใช้น้ำประปา ฉะนั้นก็อย่าไปสาดน้ำอย่างรุนแรง วันนี้จึงมีการรณรงค์กันให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ว่าจะน้ำเพื่อวัฒนธรรมหรือน้ำเพื่ออะไรก็ตาม” ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานฝากทิ้งท้าย
SCOOP@NAEWNA.COM