ฟื้นฟู‘ลำห้วยคลิตี้’ ฝันนี้ชาวบ้านยังคงรอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202187

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
บ้านคลิตี้..หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่นี้ถูกยกเป็นกรณีศึกษา “บทเรียนราคาแพง” ของการทำอุตสาหกรรมแบบ “มักง่าย” ไม่มีระบบป้องกันกากของเสียรั่วไหลสู่ชุมชนภายนอก ส่งผลให้แร่ตะกั่วจำนวนมากไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ชาวบ้านที่ใช้น้ำในลำห้วย ต้องเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปหลายราย

วันนี้แม้การต่อสู้ทวงถามความเป็นธรรมของชาวบ้านคลิตี้ ที่บางคนเรียกว่าเป็น “มหากาพย์” เพราะกินเวลายาวนานหลายสิบปีจะสิ้นสุดลง ประการหนึ่งคือบริษัทที่ลักลอบปล่อยกากตะกั่วลงแหล่งน้ำได้ปิดกิจการไปแล้ว กับอีกประการหนึ่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อ 10 ม.ค. 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน

ทว่าพวกเขายังต้องรอต่อไป..เมื่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความชัดเจน!!!

ล่าสุด ปลายเดือน ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวความคืบหน้าของโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ณ กรมควบคุมมลพิษ นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชาติพันธุ์ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านคลิตี้ล่างก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ เนื่องจากน้ำและสัตว์น้ำมีค่าปนเปื้อนสารตะกั่วยังเกินมาตรฐาน ยังต้องแนะนำกับชาวบ้านว่าพื้นที่ไหนปนเปื้อนสารตะกั่วบ้าง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่ชาวบ้านรอคอย คือจะทำอย่างไรให้ลำห้วยคลิตี้กลับมาใช้อุปโภคบริโภคได้ดังเดิม ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของชาวคลิตี้ หรือชาว จ.กาญจนบุรี เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องมาถึง “กรุงเทพฯ” เพราะลำห้วยแห่งนี้ เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภค อย่างคลองมหาสวัสดิ์

“หากไม่เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนฝั่งธนบุรี และคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯ และปริมลฑลอาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และถ้าเราดูแลเรื่องนี้ไม่ดี สารตะกั่วปนเปื้อนจากแม่น้ำแม่กลองก็อาจจะไหลลงสู่อ่าวไทย หากดำเนินการช้าเท่าไรผลกระทบต่อสังคมไทยมันจะยิ่งสูงขึ้น” นายสุรพงษ์ ระบุ

ขณะที่ฝั่งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ล่าสุดทางกรมควบคุมมลพิษ
ได้รับงบประมาณปี 2559 เป็นเงิน 593 ล้านบาท ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และน่าจะเริ่มโครงการได้ในเดือนเมษายน 2559 นี้งบประมาณส่วนนี้ใช้เวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561

แผนการเบื้องต้น..อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขณะนี้มีตะกอนที่ต้องจัดการในช่วงแรกประมาณ 4 หมื่นคิว โดยการดูดตะกอนที่มีการปนเปื้อน ส่งไปฝังกลบให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลเพื่อไม่ให้รั่วไหลลงสิ่งแวดล้อมอีก และจะสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มอีก 2 แห่ง ในส่วนของดินที่กองอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปนเปื้อน ต้องมีการกลบให้ถูกต้องตามไปเช่นเดียวกัน บางส่วนที่สามารถปกคลุมด้วยดินที่สะอาดก็จะมีการทำควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม แผนฟื้นฟูนี้คงต้องประสานกับอีกหลายหน่วยงาน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีผู้รับผิดชอบหลายเจ้าหลายกรม

“การดำเนินโครงการก็ต้องทำให้ถูกต้องรอบคอบ ฉะนั้นเราก็ต้องอาศัยหน่วยงานที่มีวิศวกรในการควบคุมน้ำออกแบบโดยการคิดราคาต่อหน่วย การใช้พื้นที่ก็เช่นเดียวกัน เพราะพื้นที่ที่เราเข้าไปดำเนินโครงการอยู่ในความรับผิดชอบ 3 หน่วยงานการ ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน ได้มีการร่วมมือประสานงานเพื่อเร่งรัดการอนุญาตการใช้พื้นที่และขอบเขตพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนและพื้นที่ในโครงการก็อยู่กระจายในความรับผิดชอบของหลายส่วน ทั้ง ส.ป.ก. หรือป่าสงวน ซึ่งป่าสงวนก็มีอยู่ 2 ฝั่ง” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

กรณีของบ้านคลิตี้ ตัวอย่างของการทำอุตสาหกรรมแบบไม่สนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งชีวิตคนที่ต้องเจ็บป่วยล้มตายจากสารพิษ พื้นที่ทำกินที่ชุมชนเคยพึ่งพาตนเองก็ไม่สามารถใช้ได้อีกเพราะมีสารพิษเจือปน ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะฟื้นฟูให้กลับคืนมาดังเดิม รวมถึงผลกระทบต่อเนื่อง คือกรณีเช่นนี้ย่อมทำให้พื้นที่อื่นๆ “ขวัญผวา” มีการประท้วงต่อต้านเมื่อมีข่าวว่าจะมีอุตสาหกรรมหรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มาดำเนินการ เพราะชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะ “ซ้ำรอย” กับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทำให้ “เศรษฐกิจชาติ” ต้องชะงัก..พัฒนาอะไรต่อไปไม่ได้เลย!!!
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment