มองอาเซียนแบบ‘อมตะ’ ‘CLMV’โอกาสดีของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200876

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

(ซ้าย) สมหะทัย พานิชชีวะ , (ขวา) วิกรม กรมดิษฐ์

ซีแอลเอ็มวี (CLMV)..ประกอบด้วย กัมพูชา(Cambodia), ลาว (Laos), เมียนมา (Myanmar)และเวียดนาม (Vietnam) เมื่อกล่าวถึง 4 ประเทศนี้ในแง่ความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งต่อประเทศไทย, ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงระดับนานาชาติ ถือว่าเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับนักลงทุน

ยิ่งวันนี้ที่เข้าสู่ “เออีซี” ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เต็มตัว..ความสำคัญก็ยิ่งเพิ่มขึ้น!!!

ที่งานแถลงข่าว “40 ปีนิคมอุตสาหกรรมอมตะ” ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี 29 ม.ค. 2559 สมหะทัย พานิชชีวะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อมตะ วีเอ็น วิเคราะห์ความสำคัญและความเชื่อมโยงกันของกลุ่ม CLMV ไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มที่ “เวียดนาม” ประเทศที่ถูกมองว่า “มาแรงที่สุด” ในภูมิภาค มีอุตสาหกรรมจากหลายชาติเข้าไปลงทุน รวมถึงกลุ่มอมตะซึ่งปัจจุบันมีนิคมฯ อยู่ในเวียดนาม 2 แห่ง เวียดนามนั้นมีศักยภาพมากในด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำพวกอะไหล่ชิ้นเล็กๆ ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่ขณะเดียวกัน เวียดนามยังไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะพัฒนาประเทศของตนให้เด่นในด้านใด

เปรียบเทียบกับไทย..ที่เราชัดเจนมาตลอดว่าเป็น “ฐานหลักอุตสาหกรรมยานยนต์” ของทวีปเอเชีย!!!

“ถ้าดูใน 5 ประเทศนี้ เวียดนามมาอันดับ 1 เหมาะกับทุกๆ อย่าง แต่เวียดนามยังไม่มีภาพที่ชัดเจนว่าจะให้อะไรเป็นหลัก อย่างประเทศไทยที่เราบอกว่าจะเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชีย (Detroit-เมืองอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา) เวียดนามยังไม่ชัดขนาดนั้นแต่เขามีศักยภาพที่จะนำไปสู่เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องของมือถือ เรื่องของสินค้าชิ้นเล็กๆ แต่ต้องใช้ทักษะเยอะ อีกอย่างหนึ่งที่เวียดนามจะไปได้ดีคือเรื่องของเท็กซ์ไทล์ (Textile-สิ่งทอ)” สมหะทัย กล่าว

ประเทศต่อมา “เมียนมา” (พม่า) ด้วยความที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอาเซียนไปยัง “อินเดีย” และอีกหลายประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ เป็นอีกภูมิภาคที่มีประชากรมากและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจดี แม้ปัจจุบันเมียนมาจะคล้ายกับเวียดนาม คือยังไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะส่งเสริมจุดเด่นด้านใด แต่ความเคลื่อนไหวในเมียนมานั้นน่าจับตามองมาก จากการที่ ญี่ปุ่น เข้าไปลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรม “ติละวา” (Thilawa) เนื้อที่ 15,000 ไร่ ใกล้กับนครย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของเมียนมาซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ

งานนี้น่าสนใจตรงที่ “รัฐบาลญี่ปุ่น” เป็นผู้ผลักดัน..และมี “ทุนยักษ์ใหญ่” มารวมกันถึง “3 เจ้า”!!!

“หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของนิคมอุตสาหกรรมติละวา ใกล้กับนครย่างกุ้ง อันนี้เป็นการขับเคลื่อนที่พิเศษมากของญี่ปุ่น เพราะไม่เคยเห็นว่ามีที่ไหนที่เอา 3 ยักษ์ใหญ่มารวมกัน มีทั้งซูมิโตโม (Sumitomo) มารุเบนิ (Marubeni) และมิตซูบิชิ (Mitsubishi) มาทำนิคมอุตสาหกรรม เขาถึงทำไปได้ด้วยดี สาธารณูปโภคทั้งถนน น้ำ ไฟฟ้า ญี่ปุ่นเข้าไปให้เงินทุน แสดงว่าเขาเห็นความสำคัญ”

กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อมตะ วีเอ็น กล่าวถึงความสำคัญของเมียนมาในสายตาของญี่ปุ่น ที่ต้องการ “เชื่อมตะวันออกกับตะวันตก”จากท่าเรือน้ำลึกที่ญี่ปุ่นไปลงทุนก่อสร้างไว้บริเวณตอนเหนือของเวียดนาม ไปถึงท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมา เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

ส่วน “สปป.ลาว” ดินแดนที่แม้จะอุดมไปด้วยสินแร่และพลังงาน แต่ขณะนี้เปรียบเสมือน “กำลังหลับ” เพราะด้วยความที่ประเทศไม่ติดทะเล (Land Lock)มีข้อจำกัดด้านการคมนาคมขนส่ง และประชากรน้อย เศรษฐกิจจึงยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เช่นเดียวกับ “กัมพูชา” ที่ปัจจุบันถึงจะมีการย้ายหรือขยายการลงทุนจากไทยเข้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังกระจุกตัวอยู่บริเวณชายแดน ต้องรอให้ทั้งภูมิภาคเชื่อมกันทั้งหมดเสียก่อน การลงทุนน่าจะมากขึ้นกว่านี้

สำหรับประเทศไทย ผู้ก่อตั้งกลุ่มนิคมอมตะวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ดีมากในอาเซียน เพราะตั้งอยู่ตรงกลางการค้าขาย หรือการเดินทางต่างๆ ในภูมิภาคนี้ต้องผ่านประเทศไทยแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าทางถนน รถไฟ หรือเครื่องบิน รวมถึงการรับวัตถุดิบจากเพื่อนบ้านมาแปรรูปเพื่อส่งออกเป็นสินค้าคุณภาพสูงไปทั่วทั้งภูมิภาค

ทั้งหมดนี้เป็น “โอกาส” ที่สำคัญ..แต่คนไทย “พร้อมหรือเปล่า?” ที่จะต่อยอด!!!

“สุวรรณภูมิ 50 ล้านคน ดอนเมือง 20 ล้านคน เรากลายเป็นศูนย์กลางทางคมนาคม นอกจากถนนกับทางรถไฟที่ผ่านบ้านเราแล้วทางอากาศยังต้องมาใช้ แล้วประเทศไทยผลิตอะไรข้างบ้านก็ใช้ได้หมดเลย จะรถยนต์ จะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยผลิตข้างบ้านเขาซื้อได้หมด ในขณะที่ข้างบ้านปลูกอะไรขุดอะไร พี่ไทยก็ใช้ได้หมด

ฉะนั้นมันเป็นความสมดุลที่ไทยจะต้องใช้ตรงนี้แล้วขยายไปสู่ข้างบ้านของเรา เรามีสายการผลิตที่เยอะกว่าเรามีตลาดที่มากกว่า เราต้องทำตัวเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมาทำอะไรกับบ้านเรา เราก็ไปทำกับข้างบ้านแบบนั้น แต่ต้องทำในสิ่งที่ดีด้วยนะ”ผู้บุกเบิกนิคมอมตะฯ ฝากทิ้งท้าย

หนึ่งเดือนเศษแล้วกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และไม่เพียงเท่านั้น การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติยังมีอีกหลายส่วน ทั้งของใหม่อย่าง “ทีพีพี” ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งมีชาติอาเซียนถึง 4 ประเทศ ทั้งบรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามเข้าร่วม รวมถึงของเดิมอย่างบรรดาเขตการค้าเสรี“เอฟทีเอ” (FTA) ทั้งที่ทำในนามแต่ละประเทศ และทำในนามประชาคมอาเซียน

ยุคนี้ “เส้นพรมแดน” สำคัญน้อยลง..สวนทางกับ “การเคลื่อนย้ายทุน” ที่นับวันจะกว้างและไกลมากขึ้น!!!

“ประเทศไทย” แม้จะมีอะไรหลายๆ อย่างพร้อม..แต่คนไทยก็อย่า “ประมาท” เพราะเดี๋ยวจะ“ตกขบวน”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment