มาตรฐาน ‘IFFO RS’ เกณฑ์วัด ‘ประมงสีขาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204426

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มี “อุตสาหกรรมประมง” ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อมูลจากหลายแหล่ง อาทิ เว็บไซต์ worldknowing.com ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณผลิตภัณฑ์จากการประมงเป็นอันดับ 8 ของโลก ขณะที่สถิติของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าส่งออก 10 อันดับแรกประจำปี 2558 ในหมวดเกษตรกรรม กุ้งสดแช่แข็ง มีมูลค่า 22,805.6 ล้านบาท ปลาหมึกสดแช่แข็ง มีมูลค่า 9,906.6 ล้านบาท และปลาสดแช่แข็ง มีมูลค่า 9,902.1 ล้านบาท

หรือรวมทั้งหมด..มูลค่าอาหารทะเลที่ส่งออกในปี 2558 ของไทย อยู่ที่ 42,614.3 ล้านบาท!!!

เพราะความเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมง ไทยจึงถูกจับตามองจากองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากคู่ค้าสำคัญอย่างกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าการทำประมงของไทยเข้าข่าย “ต้องห้าม” บ้างหรือไม่? เช่นละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงาน หรือใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เนื่องจากหลายประเทศประชาชนมีค่านิยมไม่สนับสนุนสินค้าที่มีที่มาที่ไปจากเรื่องดังกล่าว

นำมาซึ่งการ “ปฏิรูปประมงครั้งใหญ่” ที่รัฐบาล คสช. กำลังเอาจริงเอาจังอยู่ในขณะนี้!!!

17 ก.พ. 2559 “สกู๊ปแนวหน้า” มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่นี่เป็น
โรงงานแห่งหนึ่งในเครือซีพี ทำหน้าที่ผลิต “ปลาป่น” และอาหารอื่นๆ สำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ผู้บริหารมีการนำเกณฑ์มาตรฐานยุโรป หรือ “IFFO RS” มาใช้อุตสาหกรรมของตน

ปิติพงษ์ เดชจารุกุล รองกรรมการผู้จัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ อธิบายว่า IFFO RS หรือ International Fishmeal and Fish Oil for Responsible Supply เป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศ ที่ดูเรื่องการผลิตภัณฑ์จากปลาป่นโดยเฉพาะ ซึ่งปลาป่นก็มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมงโดยตรง เช่น เมื่อนำเนื้อปลาไปทำปลากระป๋องตามปกติ เศษที่เหลือจากการทำปลา
กระป๋องก็นำมาทำเป็นปลาป่น หรือเมื่อไปจับปลาในทะเล ปลาบางชนิดถูกจับขึ้นมาได้แต่คนไม่รับประทาน ก็จะถูกนำไปทำปลาป่น

“บ้านเราการประมงมันต่างจากต่างประเทศ ของเขามักจะจับปลาได้แค่ชนิดเดียว แต่ภูมิประเทศแถวบ้านเรามันมีปลาหลายชนิด ถ้าในต่างประเทศเวลาจับได้ปลาชนิดอื่นๆ เขาก็จะทิ้งลงทะเล แต่เราคิดว่ามันเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยเอามาแปรรูป อะไรที่คนไม่กินก็เอามาทำเป็นปลาป่น” ปิติพงษ์ กล่าว

มาตรฐาน IFFO RS จะดูข้อควรปฏิบัติ 6 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.วัตถุดิบต้องมาจากการทำประมงที่มีการจัดการอย่างรับผิดชอบ ตามเกณฑ์ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) 2.วัตถุดิบที่ใช้ทำปลาป่นและน้ำมันปลา ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามหลักสากล 3.ไม่ใช้วัตถุดิบที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) 4.ไม่ใช้วัตถุดิบที่มาจากพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 5.ปลาป่นที่ผลิตได้มีความปลอดภัย และ 6.การดำเนินการทั้งด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นไปตาม
ที่กฎหมายกำหนด

ปิติพงษ์กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนการผลิตปลาป่น โรงงานจะรับปลามาจากเรือประมงที่เป็นคู่ค้า ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบ ปัจจุบันมี 2 ลักษณะ คือการใช้บริษัทตรวจสอบของต่างประเทศ เข้ามาดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบโดยเรือประมง ซึ่งเริ่มตรวจสอบไปเมื่อเดือน ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นยังมีรัฐวิสาหกิจอย่าง องค์การสะพานปลา ร่วมตรวจสอบด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง โดยให้ช่วยจับตาบริเวณท่าเรือ เช่น
เรือประมงที่เข้า-ออก ต้องมีเอกสารครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และดูว่าลูกเรือในเรือแต่ละลำ ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารหรือไม่

แน่นอนว่าต้นทุนย่อม “สูงขึ้น” แต่หากจะค้าขายในระดับสากล..นี่ก็เป็นสิ่งที่ “ต้องทำ”!!!

“ถามว่าต้นทุนเพิ่มไหม? ตอบตรงๆ เลยคือเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มแล้วทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้อง เราก็คิดว่ามันจำเป็นที่ต้องลงทุน เรื่องแรงงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม เราคิดว่านี่เป็นต้นทุนที่เราจำเป็นจะต้องจ่าย” ปิติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้ มิใช่เป็นการ “อวย” หรือโฆษณาให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาคเอกชนบางรายริเริ่มขยับมาตรฐานให้ได้ระดับสากล ซึ่งเกณฑ์ของ IFFO RS สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการควบคุมมาตรฐานของบรรดาเรือประมงต่างๆ ได้ หากโรงงานผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปแปรรูป เลือกที่จะใช้บริการเฉพาะเรือประมงที่ได้มาตรฐานดังกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม..ภาครัฐควรส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมงทุกส่วน โดยเฉพาะรายย่อยสามารถปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้

เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อครหา “ประมงต้องห้าม” ในสายตานานาอารยประเทศ!!!
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment