ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/208057
ซ้าย : รถตู้สาธารณะ พาหนะยอดนิยมของคนไทย , ขวา : กล้องหน้ารถที่คนขับรถตู้ลงทุนซื้อมาใช้
คงต้องยอมรับว่า “รถตู้โดยสาร” ได้กลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญประเภทหนึ่งในสังคมไทยไปแล้ว โดยเฉพาะใน “เส้นทางสั้น” ทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล, กรุงเทพฯ-จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงรถตู้ที่วิ่งระหว่างจังหวัดต่างๆ ด้วยกัน ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 มีรถตู้ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 5,381 คัน และรถตู้ที่วิ่งระหว่างจังหวัดต่างๆ ร่วมกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 5,567 คัน ซึ่งอาจตีความได้ว่ามีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก
ทว่าอีกด้านหนึ่ง..รถตู้โดยสารก็เป็นพาหนะที่ “เสี่ยงอันตรายที่สุด” เช่น ผลการศึกษาเรื่อง “การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในช่วงเดือน ม.ค. 2557-มิ.ย. 2558รถตู้โดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุสูงสุดเมื่อเทียบกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เฉลี่ยมีผู้บาดเจ็บประมาณ 27 รายต่อเดือน และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 9 รายต่อเดือน
จนเป็นที่มาของแนวคิด “ยกเลิก” รถตู้เป็นรถโดยสาร เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา!!!
แต่อีกมุมหนึ่ง..รถตู้นั้นเป็น “ต้นเหตุ” ของอันตรายบนท้องถนนเสมอไปจริงหรือ?
คนขับรถตู้โดยสารประจำเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรีรายหนึ่ง บอกเล่าด้วยน้ำเสียงตัดพ้อกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงสิ่งที่สังคมมักจะมองคนขับรถตู้โดยสารในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คนขับรถทุกประเภทหากขับขี่โดยประมาทย่อมก่อความเสียหายต่อสังคมได้ไม่ต่างกัน
คนขับรถตู้รายนี้ เล่าต่อไปว่า ปัจจุบันหากเป็นรถตู้โดยสารถูกกฎหมาย (ป้ายทะเบียนสีเหลือง-ตัวอักษรสีดำ) จะถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบมากมายอยู่แล้ว อาทิ ต้องติดระบบแจ้งพิกัดผ่านดาวเทียม (GPS), ใช้ความเร็วได้เฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ มากที่สุดไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคนขับ 1 คน ห้ามขับรถติดต่อกันเกิน 400 กิโลเมตร เป็นต้น
ขณะที่คนขับรถตู้อีกรายในวินรถตู้เดียวกัน กล่าวว่า ทุกครั้งเวลาเกิดอุบัติเหตุ สังคมไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ใช้สื่อออนไลน์ (Social Media) รวมถึงสื่อมวลชน มักจะตัดสินไปก่อนแล้วว่ารถตู้เป็นฝ่ายผิดทั้งที่อุบัติเหตุหลายครั้งมาจากความประมาทของผู้ขับขี่รถชนิดอื่นๆ บนถนน
โดยเฉพาะ “รถยนต์ส่วนบุคคล”!!!
“ถ้าใครไม่เชื่อก็อยากให้มาลองนั่งรถตู้บ่อยๆ แล้วมาดูว่ารถอะไรเป็นต้นเหตุมากกว่ากัน รถบ้านทั้งนั้น ผมไม่เข้าใจนะ ไฟเลี้ยวก็มีแต่ทำไมไม่ค่อยจะเปิดกันเวลาจะเลี้ยว อยู่ในซอยนึกจะออกมาก็ออก แต่เวลาเกิดอุบัติเหตุ สื่อก็ไปพาดหัวตลอดว่ารถตู้ซิ่ง ตอนนี้คนขับรถตู้หลายคนลงทุนซื้อกล้องหน้ารถมาติดแล้วครับ จะได้มีหลักฐาน ทุกวงการก็มีทั้งคนดีและไม่ดีรถตู้ก็เหมือนกัน อย่าเหมารวม คนขับเขาก็รักชีวิตเขาเหมือนกันไม่มีใครอยากเจ็บอยากตาย”
คนขับรถตู้รายนี้ กล่าวพร้อมกับชี้ให้ดูกล้องหน้ารถที่ลงทุนซื้อมาติดตั้ง ขณะที่แนวคิดของรัฐบาลกรณีต้องการให้ยกเลิกการใช้รถตู้เป็นรถโดยสารสาธารณะ แล้วให้นำรถมินิบัสมาวิ่งแทน เขากล่าวว่าหากจะทำจริงๆ ก็ต้องหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย เพราะต้องลงทุนมากพอสมควร
“ถ้าจะยกเลิกรถตู้จริงๆ รัฐบาลให้เราเอารถตู้ไปเทิร์นเป็นมินิบัสได้ไหมล่ะ?” คนขับรายนี้ ย้อนถาม
ด้าน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า เรื่องของรถตู้สาธารณะต้องแยกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทวิ่งระยะทางสั้น กรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือจังหวัดใกล้เคียง ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร กับ ประเภทวิ่งระยะทางยาว กรุงเทพฯ-จังหวัดที่อยู่ไกลออกไปมากๆ ระยะทางมักจะมากกว่า 100 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งประเภทหลังนี้เองที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เกิดอุบัติเหตุสูง
ฉะนั้นถ้าจะยกเลิก..ควรเริ่มทำที่ “รถสายระยะไกล” ก่อน!!!
นพ.ธนะพงศ์อธิบายว่า เหตุที่คนนิยมใช้บริการรถตู้โดยสาร เพราะ 1.ออกรถได้รวดเร็ว รถตู้ 1 คัน นั่งได้มาตรฐาน 14-15 คน คน จึงเต็มรถได้ไว รถก็เคลื่อนที่ออกได้เร็วกว่ารถบัสที่จำนวนที่นั่งมากกว่า 2.เข้าถึงใจกลางเมือง หากเป็นรถบัสจากจังหวัดอื่นๆ มักจะต้องไปจอดที่สถานีขนส่งแล้วต้องต่อรถออกมาอีกทอดหนึ่ง ขณะที่รถตู้ วินจำนวนมากจอดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นใจกลางกรุงเทพฯ ผู้โดยสารจึงรู้สึกว่าสะดวก
หากแก้ 2 ข้อนี้ได้..คนก็จะหันมาใช้รถโดยสารอื่นๆ แทน เพราะ “นั่งไกลๆ สบายกว่า”!!!
“สายสั้นๆ พวกกาญจนบุรี ราชบุรี สระบุรี อะไรแบบนี้เข้ากรุงเทพฯ พวกนี้เขานั่งแค่ 40 นาทีหรือชั่วโมงเดียวเขาไม่อึดอัด แต่ถ้าสายไกลๆ พวกจันทบุรี ตราด หรือโคราช อันนี้มันมีความเสี่ยง ทีนี้ถามว่าจะลดช่องว่างยังไง มันขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ จะทำยังไงให้ออกตรงเวลาและมีจุดจอดที่เชื่อมต่อได้ง่าย คนก็จะกลับมานิยมรถบัส
สมมุติถ้าเรามีรถบัสที่นั่งสบาย ออกตรงเวลา วิ่งบนมอเตอร์เวย์ ผมว่าคนจันทบุรี ก็พร้อมที่จะมาขึ้น คุณลองนึกถึงการนั่งรถ 3-4 ชั่วโมง นั่งอัดในรถตู้นี่ทรมานนะ กับการนั่งรถบัส มันอาจจะถึงช้าลง 20-30 นาที แต่สบายกว่า ผมว่าตรงนี้ถ้าจะทำ มันต้องทำที่รถสายไกลๆ ก่อน อย่าไปเล่นกับรถสายสั้น เพราะจะเจอแรงต้าน” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว
นอกจากแก้ไขปัญหา 2 ข้อที่ว่าให้ได้แล้ว นพ.ธนะพงศ์ ย้ำว่า รัฐต้อง “เยียวยา” ผู้ประกอบการรถตู้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น หาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษีรถมินิบัส ส่งเสริมให้ไปวิ่งในเส้นทางระยะสั้นแทน ฯลฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการยอมให้ความร่วมมือมากขึ้น
“รัฐจะต้องไม่ห้ามอย่างเดียว ต้องช่วยอุดหนุนให้เอื้อต่อคนที่เขาอยากจะเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็นมินิบัส เช่น ลดภาษี จัดงบประมาณเป็นเงินกู้ หรือถ้าเขามีรถอยู่แล้ว ก็เปิดช่องให้เขานำรถไปเปลี่ยนเป็นวิ่งระยะสั้น อย่างรถที่วิ่งระหว่างจังหวัดไปแต่ละอำเภอ เรามีความต้องการรถแบบนี้เยอะนะ สำคัญเลยคือรัฐต้องลงมาช่วยด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของผู้ประกอบการฝ่ายเดียว” ผจก.ศวปถ. ฝากทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม..ในเวลาต่อมา นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การยกเลิกรถตู้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะจะกระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการอย่างมาก ขณะที่ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เรื่องของรถตู้โดยสารสาธารณะ อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.ย. 2559
ฉะนั้นคงต้องอดใจรอบทสรุปเรื่องนี้..ในอีก 6 เดือนข้างหน้า!!!
SCOOP@NAEWNA.COM