‘ยุงลาย…พ่าย วทน.’ ส่องนวัตกรรมพิฆาตแมลงร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204591

วันจันทร์ ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ยุง…ร้ายกว่าเสือ”

เห็นตัวเล็กๆ แต่เป็น “วายร้าย” ตัวฉกาจที่นำมาซึ่งการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะ “โรคไข้เลือดออก” ที่เกิดจากการแผลงฤทธิ์ของ “ยุงลาย” ที่กลายเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากโรคไข้เลือดออกเฉลี่ยมากกว่า 1 แสนรายต่อปี
มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 100 รายต่อปี เฉพาะปี 2558 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยสะสมมากถึง 142,925 ราย เสียชีวิต 141 ราย

อันตรายจากโรคไข้เลือดออกทำให้หน่วยงานต่างๆหันมาให้ความสำคัญกับการกำจัดยุงลาย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ “กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”(วท.) ได้จัดแสดงผลงานการกำจัดและป้องกันยุงลายที่ใช้หลัก “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม”(วทน.) มาแก้ปัญหา ด้วยหวังว่าเมื่อ “ยุงลาย…พ่าย วทน.” นั่นหมายถึงประเทศไทยพร้อมรับมือต่อการระบาดระลอกใหม่แล้ว

“ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล” โฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า วท.มีงานวิจัยเกี่ยวกับการกำจัดและป้องกันยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก ทั้งในระดับต้นน้ำที่มุ่งกำจัด “ลูกน้ำ” ยุงลาย ระดับกลางน้ำที่มุ่งลดปริมาณยุงตัวเต็มวัย และระดับปลายน้ำที่เป็นการป้องกันและรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ทั้งที่เป็นงานวิจัยโดยหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงโดยตรง และผลงานจากภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพ จนได้ขึ้น “บัญชีนวัตกรรมไทย”

เริ่มต้นจาก “ผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดลูกน้ำยุงลาย ชนิดเกล็ดซีโอไลท์”…ดร.ณรงค์ กล่าวว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นการต่อยอดแก้ปัญหา “ทรายอะเบท” ของบริษัท อิคาริ เทรดดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่พยายามแก้ปัญหาทรายอะเบท ซึ่งกำจัดลูกน้ำยุงได้ดี แต่ทำให้น้ำขุ่นและมีคราบน้ำมัน จึงเพิ่มสารซีโอไลท์ (Zeolite) ที่มีรูพรุนสูงลงไปเคลือบทรายอะเบท เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำขุ่น และยังคงประสิทธิภาพการกำจัดลูกน้ำยุงได้เป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์นี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย

ต่อมา คือ เทคโนโลยีลดจำนวนด้วยการฉายรังสี “ทำหมัน ยุงลาย”…ดร.กนกพร บุญศิริชัย หัวหน้าโครงการวิจัยด้านชีววิทยาประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(สทน.) กล่าวว่า สทน.ประสบความสำเร็จในการฉายรังสีแมลงวันผลไม้ จนพัฒนาพันธุ์ที่เป็นหมันเฉพาะของประเทศไทยได้ กระทั่งต้นปี 2558 ที่มีการระบาดรุนแรงของโรคไข้เลือดออก จึงมีแนวคิด “ฉายรังสี” เพื่อทำหมันยุงลาย โดยนำตัวอ่อนของยุงเพศผู้ในระยะตัวโม่งมาฉายรังสีแกมมาที่ระดับความเข้ม 70 เกรย์ เพื่อให้ “เป็นหมัน” ก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ เพื่อให้ยุงที่เป็นหมันจะเข้าไปแย่งชิงการผสมพันธุ์กับยุงเพศเมียในธรรมชาติ

“วิธีการดังกล่าวจะทำให้ไข่ฝ่อ ซึ่งถือเป็นการกำจัดจากต้นทางที่ดี และเมื่อยุงลายในธรรมชาติลดลง โรคที่มียุงลายเป็นพาหะก็จะลดลงตามไปด้วย เบื้องต้นจะทดสอบปล่อยยุงเป็นหมันชุดแรกใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่วิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล ในเดือนเมษายน 2559” ดร.กนกพร กล่าว

“นวัตกรรม” การควบคุมประชากรลูกน้ำยุงชิ้นต่อมา เป็นผลงานของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ที่ใช้แบคทีเรียบาซิลัส ทูรินจิเอนซิส หรือบีทีไอ (Bacillus thuringiensis sub.sp. Israelensis: Bti) และแบคทีเรียบาซิลัส สเฟียร์ริคัส หรือบีเอส (Bacillus sphaericus : Bs) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สร้าง “สารพิษ” ฆ่าลูกน้ำยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงก้นปล่อง โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อลูกน้ำกินแบคทีเรียเข้าไป แบคทีเรียจะเข้าไปสร้าง “ผลึกโปรตีน” ซึ่งมีพิษทำลายลำไส้ ทำให้ลูกน้ำตาย ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์จาก สวทช.ผลิตและจำหน่ายแล้ว

“ปัจจุบันการควบคุมตัวยุงโดยใช้สารเคมีหรือหมอกควันไล่ อาจกำจัดยุงได้ไม่มากนัก การควบคุมประชากรยุงจึงควรควบคุมที่ระยะลูกน้ำควบคู่กันไป การใช้จุลินทรีย์กำจัดลูกน้ำจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการใช้สารเคมี เนื่องจากมีความปลอดภัยและต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เป็นแบคทีเรียที่สร้างสารพิษฆ่าลูกน้ำยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงก้นปล่องได้ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่าสามารถควบคุมกำจัดลูกน้ำยุงลายในช่วง 2 เดือน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช.กล่าว

ชิ้นต่อมา คือ “หอมไกลไล่ยุงนาน” ของศูนย์นาโนเทคโนโลยี(นาโนเทค) สวทช. ที่นำ “สเปรย์นาโนอิมัลชั่นสมุนไพรไล่ยุง” ที่ถูกพัฒนาให้ส่งกลิ่นได้นานขึ้นจากการพัฒนาคุณสมบัติทางองค์ประกอบนาโนของน้ำมันหอมระเหย ด้วยเทคโนโลยีการกักเก็บ (Encapsulation Technology) ทำให้น้ำมันสเปรย์ปล่อยกลิ่นไล่ยุงได้นาน 3.5-4.5 ชั่วโมง จากเดิมที่จะได้เพียง 1 ชั่วโมง ซึ่ง “ต่อยอด” เป็นผลิตภัณฑ์ข้างเคียง เช่น สเปรย์ไล่ยุงเนื้อเบา, โลชั่นไล่ยุง และแผ่นแปะไล่ยุง เป็นต้น

ส่วนงานวิจัยปลายน้ำนั้น ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า สวทช.ได้ร่วมมือกับนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิจัยวัคซีนไข้เลือดออกมาตั้งแต่ปี 2543 โดยวิจัยทั้งวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์, วัคซีนชนิดดีเอ็นเอ และวัคซีนชนิดอนุภาคเสมือนไวรัส เพื่อศึกษาประสิทธิผลด้านการป้องกันการติดเชื้อไวรัส ซึ่งขณะนี้สร้าง “วัคซีนตัวเลือก” ได้ครบ ผ่านการทดสอบทั้ง 4 ซีโรไทป์ และได้ผลดี คาดว่าจะพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบในอาสาสมัคร ระยะที่ 1 ได้ในปี 2560

นอกจากการไล่ยุงแล้ว สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) ร่วมกับ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาซอฟต์แวร์สนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของโรคไข้เลือดออก
ในเชิงรุกที่เรียกว่า “โปรแกรมทันระบาด” โดยพัฒนาระบบการสำรวจจำนวนลูกน้ำยุงลายในพื้นที่แบบโมบายแอพพลิเคชั่น
ทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นระบบ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงระบาดวิทยา และข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ตามมุมมองของผู้ใช้งานและจัดทำรายงานได้อย่างอัตโนมัติ โดยดำเนินงานสำรวจและทดสอบระบบเบื้องต้นในพื้นที่ จ.นนทบุรี และอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่ทดสอบไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกด้วย

“นวัตกรรม” ทั้งหมดเป็นแค่ทางออก เพราะการแก้ปัญหาการระบาดของยุง โดยเฉพาะ “ยุงลาย” ที่สำคัญที่สุด เริ่มจาก “ครัวเรือน” ถ้าประชาชนช่วยกันสอดส่องแหล่งน้ำขังอันเป็นแหล่งกำเนิดของยุงลายด้วย เพื่อให้การกำจัดยุงลายมีความยั่งยืนมากที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment