สำคัญกว่าแค่‘ที่ฝากเลี้ยง’ ‘ศูนย์เด็กเล็ก’อย่าทิ้งขว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212893

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“..ก็คงต้องฝากภาระนี้เอาไว้กับเด็กๆ ผู้ซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติ”

ข้อความดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ “คุ้นเคย” พบได้ทั่วไปในงานเสวนา สัมมนา หรือปาฐกถาหัวข้อต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นข้อความที่ผู้ดำเนินรายการบ้าง วิทยากรบ้าง ประธานในพิธีบ้าง มักจะกล่าวปิดท้ายไว้เสมอ ทำนองว่าเด็กเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ทว่าอีกมุมหนึ่ง เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ที่ทำงานด้านคุณภาพชีวิตของเด็ก ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาเช่นกันว่า..

“ผู้ใหญ่ฝากอนาคตมากมายไว้กับเด็ก..แล้วผู้ใหญ่เตรียมความพร้อมให้เด็กแล้วหรือยัง?”

คำถามนี้ไม่ได้เกินเลยความเป็นจริงแต่อย่างใด..ดังการเปิดเผยของ ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ ผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ในงานเสวนา“ทิศทางการจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” เมื่อเดือนก.พ. 2559 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ระบุว่า “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” สำหรับดูแลเด็กปฐมวัย (อายุ 2-5 ปี) ถูกละเลยความสำคัญ

ทั้งที่เป็น “พื้นที่แรก” สำหรับสร้างคน..ก่อนส่งต่อไปยังระบบการศึกษาที่สูงขึ้น!!!

ทิพย์สุดา เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางสำรวจศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายๆ แห่งทั่วประเทศ และพบปัญหาหลายอย่าง
เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง เด็กร้องไห้เพราะวิ่งชนโต๊ะ ครูพี่เลี้ยงใช้คำพูดเชิง “ดูถูกซ้ำเติม” หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการทำลายพัฒนาการเด็กโดยไม่รู้ตัว

“เด็กพาเพื่อนที่ร้องไห้เพราะวิ่งชนโต๊ะมาหาครู ครูบอกว่า..ซุ่มซ่าม! โต๊ะมันอยู่เฉยๆ วิ่งไปชนมันได้ยังไง? หยุดร้องได้แล้ว!..คือเด็กเจ็บก็ต้องร้องไห้ มันก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องร้องมาก คือเด็กจะเป็นอะไรก็ว่าไป แต่ไม่ใช่ไปตัดสินเลยว่าซุ่มซ่าม” ทิพย์สุดา กล่าว

นอกจากวิธีการสอน-อบรมเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ของครูพี่เลี้ยงแล้ว สิ่งแวดล้อม ก็สำคัญ แต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางแห่ง พบว่าบรรยากาศ “เป็นอันตราย” ต่อเด็ก เช่น ยังตั้งวางเครื่องเล่นที่สภาพชำรุดไว้ในพื้นที่ที่เด็กเข้าถึง ซึ่งครูหรือเจ้าหน้าที่ในศูนย์แห่งนั้นตอบสั้นๆ ว่า..

บอกเด็กไปแล้วว่าห้ามเล่น!!!

“ของเล่นที่นอกจากจะเก่าแล้วยังมีคมของสังกะสี เราถามครูว่าทำไมยังใช้ของเล่นพวกนี้ ครูตอบว่า..อ๋อ! บอกเด็กแล้วว่าไม่ให้เล่น..บอกได้ไหมคะว่าไม่ให้เล่น? เด็กก็มาเล่น ครูก็บอกว่าไม่ให้เล่น มีอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ คือครูต้องเอาของเล่นนั้นออกจากโรงเรียนไปเลย ไม่งั้นเด็กก็ยังเล่น” ผู้ทำงานด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย รายนี้ ยกตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่อันตรายกับเด็กเล็ก

ขณะที่อีกหลายแห่ง แม้ไม่ถึงกับเป็นอันตราย แต่ก็ “ไม่เอื้อ” ต่อพัฒนาการเด็ก อาทิ เครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ในมุมที่ไม่สามารถเล่นได้ เช่น ตั้งชิงช้าไว้ติดกับพนัง เด็กไม่สามารถนั่งแล้วแกว่งชิงช้าได้, มุมหนังสือเด็กที่ชั้นหนังสืออยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของครู ซึ่งธรรมชาติของเด็กคงไม่กล้าบอกให้ครูขยับที่นั่งหลบให้เพื่อจะหยิบหนังสือไปอ่าน, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางแห่งยกเลิกการมีบ่อเล่นทราย เพราะมีปัญหากับต้นสังกัดกรณีอนุมัติงบประมาณซื้อทรายทุกปี เนื่องจากผู้อนุมัติไม่เข้าใจว่าเป็นบ่อเด็กเล่น ทรายย่อมยุบย่อมหายไปเป็นธรรมดา

รวมถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ต้องบอกว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในไทยสร้างกันแบบ “ตามมีตามเกิด” เช่น หลายแห่งไม่มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น, ก๊อกน้ำอยู่ในระดับเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กต้องปีนป่ายเวลาจะใช้ และที่เรียกเสียงฮือฮาในงานเสวนานี้ที่สุดคือภาพ “ห้องน้ำ” จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง ที่โถส้วมเป็นแบบนั่งติดๆ กันโดยไม่มีอะไรกั้น

ราวกับว่า “ถูกใจ” ห้องน้ำแบบ “ประเทศจีน” เลยอยากให้เด็กๆ ได้ใช้บ้าง!!!

“เราเห็นส้วมวางเป็นแถวยาว ก็สงสัยว่า อบต. คงจะไปดูงานที่เมืองจีน จะเห็นขันมีใบเดียว แล้วก็ลอยอยู่ในอ่างน้ำ เด็กก็ต้องคอยวิ่งไล่จับขันใบนี้มาล้าง ฉะนั้นตอนที่ใช้ห้องน้ำก็โกลาหล” ทิพย์สุดา กล่าวพร้อมกับเปิดเผยภาพนี้

ข้อมูลสถิติปี 2557 รวบรวมโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ประเทศไทยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรวม 21,921 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 19,820 แห่ง และกรุงเทพมหานคร 312 แห่ง

ทว่าในความเป็นจริง ทั้งผู้บริหารท้องถิ่น ครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครอง ยังไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร!!!

ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ในฐานะผู้ริเริ่มใช้หลักสูตร “ไฮ สโคป” (Hi Scope)กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด อบต.หนองตอกแป้น แล้วพบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านต่างๆ
ดีขึ้น “รู้หน้าที่-มีวินัย-รับผิดชอบ” เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ กล้าแสดงออก และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “มีความสุขกับการเรียนรู้” กล่าวว่า ผู้บริหารท้องถิ่นต้องใส่ใจเด็กปฐมวัยให้มากขึ้น เพราะเป็น “นาทีทอง” ของชีวิตมนุษย์ ในการปลูกฝังบุคลิกภาพ หรือ “ทักษะชีวิต” ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเองในอนาคต

ซึ่งไม่มี “ช่วงวัยอื่นๆ” ที่เหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว!!!

“คนส่วนมากจะมองกันว่าเริ่มที่อนุบาล ประถม มัธยม แต่ลืมมองปฐมวัย ถ้าเราได้เพิ่มพัฒนาการตรงนี้ให้ตั้งแต่เล็กๆ เขาก็ย่อมจะมีความเข้มแข็งในตัวของเขาเอง ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเปิดใจรับเรื่องนี้ บางท้องถิ่นอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยาก มองว่าเรื่องนี้สร้างภาระให้กับครู แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องพัฒนาการของเด็ก แล้วก็เป็นพัฒนาการของครูด้วย ครูก็ได้พัฒนาตัวเอง ท้ายที่สุดก็จะเป็นความภาคภูมิใจ” นายก อบต.หนองตอกแป้น ฝากทิ้งท้าย

ในอดีต..ภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอาจถูกมองเป็นเพียง “สถานรับเลี้ยงเด็ก” ให้พ่อแม่ผู้ปกครองนำบุตรหลานมา
“ฝากเลี้ยง” ในช่วงที่ต้องออกไปทำงาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นเพียง “ไม้ประดับ” ในงานบริหารของผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้น การก่อสร้างก็ดี การจัดหาครูพี่เลี้ยงก็ดี ทำกันไปแบบขอไปที

ขณะที่คนมาเป็นครูพี่เลี้ยง ก็ไม่รู้สึกว่า “หน้าที่ของตนเองมีความสำคัญ” เพราะไม่ได้รับการส่งเสริมจากผู้บริหารท้องถิ่นอย่างจริงจัง ทำงานให้พ้นไปวันหนึ่งๆ เพื่อรอรับเงินเดือนเท่านั้น แต่เมื่อวันนี้มีหลักฐานปรากฏชัดแล้วว่าปฐมวัยเป็น “ฐานราก” สิ่งที่ปลูกฝังให้กับเด็กวัยนี้ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะเป็นพฤติกรรมติดตัวไปชั่วชีวิต

ก็คงถึงเวลาที่ต้อง “ปฏิรูปวิธีคิด” ของ “ผู้หลักผู้ใหญ่” กันบ้างเหมือนกัน!!!

 

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment