ส่อง‘ข้าว…แห่งอาเซียน’ ‘เชื่อม’วิถี…‘โยง’วัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212789

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ในความต่างย่อมมีความเหมือน…“อาเซียน” ก็เช่นกัน!!!

เพราะแม้แต่ละประเทศจะมี “วิถี” ที่ต่างกันไปในปัจจุบัน แต่หากทำความเข้าใจอาเซียนผ่าน “สายสัมพันธ์” อาจได้รับรู้ว่าผู้คนแถบนี้มีอดีต ความเป็นมา และลักษณะบางอย่างร่วมกัน โดยเฉพาะ “วัฒนธรรมการกิน” ที่พบว่าประชากรในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมี “ข้าว” เป็นอาหารหลัก

“ข้าว” จึงเปรียบเสมือน “จุดเชื่อมโยง” ที่ผสมผสานวัฒนธรรมกลุ่มอาเซียนเข้าไว้ด้วยกัน…

ในการอบรมหลักสูตร “ความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียนสำหรับสื่อมวลชน รุ่นที่ 4 : อาเซียนหลัง 2015” ที่ไปศึกษาดูงานที่ประเทศกัมพูชา ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ถึงความเหมือนที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่กลมกลืนกันของข้าวในกลุ่มชาติ
อาเซียน

ประการแรก คนอาเซียนบริโภคข้าวเป็นหลัก…ประการที่ 2 คือ เด่นชัดเรื่องสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน เหมาะแก่การทำนาข้าว เกษตรกรอาเซียนจึงนิยมยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก…ประการที่สาม วัฒนธรรมข้าวสะท้อนออกมาในรูปแบบของการใช้ภาษา คนหลายๆ ชาติในอาเซียนพูดคำว่า “กิน-ทานข้าว” โดยหมายถึงอาหารทั้งหมดในมื้อนั้น อาจไม่มีข้าวเลยก็ได้…ประการสุดท้าย อาหารหลัก และ “กับข้าว” ของชาวอาเซียน ยังส่งผ่านอิทธิพลถึงกัน

“โสมเพ็ญ ขุทรานนท์” อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า อาหารของกลุ่มชาติอาเซียนหลายประเภทมี “ที่มา” เชื่อมโยงกัน เช่น อาหารยอดนิยมของชาวกัมพูชา คือ “ลกม๊อก” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการทำ “ห่อหมก” ในบ้านเรานั่นเอง โดยในอดีตชาวกัมพูชาไปมาหาสู่กับชาวสยามบ่อยครั้ง จึง “ติดใจ” รสชาติห่อหมก แล้วนำไปประยุกต์ทำ หรืออย่างอาหารเวียดนามแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันคล้ายๆ กับประเทศไทย ในบางท้องถิ่นมี “ข้าวเหนียวนึ่ง” เป็นเครื่องเคียง

“แม้รสชาติอาหารกัมพูชา และเวียดนาม จะไม่จัดจ้านเหมือนไทย แต่วัฒนธรรมการกินเหมือนกัน คือ จะนั่งกินข้าวกันเป็นครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนกัน”

นอกจาก “วัฒนธรรมข้าว” หลายๆ ชาติในอาเซียนยังถือเป็นประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งแต่ละประเทศมี “พันธุ์ข้าว” ที่เป็นเฉพาะของตนเอง และเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท ช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ให้กระเตื้องขึ้น อย่างกัมพูชามีพันธุ์ Phaka Mali หรือ Neang Mali หรือเรียกว่า “Cambodia Jasmine” คล้าย “ข้าวหอมมะลิ” ของไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาพยายามผลักดัน เพื่อส่งออก…“เวียดนาม” นิยมปลูก “JASMINE 85” ซึ่งปัจจุบันเวียดนามสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อการส่งออกเช่นกัน

ประเทศไทย สายพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกและส่งออก หนีไม้พ้น “ข้าวหอมมะลิ” ที่มีคุณสมบัติพิเศษ “หอม ยาว ขาว นุ่ม”!!!

“กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล” ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กรมฯกำลังพยายามผลักดัน “ข้าวหอมมะลิ GI” ส่งออกแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะ “ตลาดจีน” เพราะเล็งเห็นศักยภาพของจีนในการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน ซึ่งปัจจุบันจีนผลิตข้าวไม่เพียงพอ ยังมีความต้องการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศอีกปีละ 4-5 ล้านตัน

“ที่สำคัญชาวจีนนิยมบริโภคข้าวหอมมะลิไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว อีกทั้งไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมายาวนาน จึงเป็นโอกาสส่งออกข้าวหอมมะลิ GI ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100% ไปเจาะตลาดจีน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ”

ความเหมือนในความต่างของ “ข้าว…แห่งอาเซียน” ที่แม้จะถูก “ปรุงรส ปรับสายพันธุ์” ตามความเหมาะสมของ “วิถี” แต่ละท้องถิ่น แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นของชาติใด “ข้าว” ถือเป็นผลผลิตที่มีค่า และเป็น “จุดเชื่อมต่อ” วัฒนธรรมร่วมกันของชาติอาเซียนภายใต้การขวางกั้นของ “เส้นแบ่งเขตแดน”

สุชาดา วันทอง
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment