ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/206015
“ก่อนหน้านี้เราปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาไม่ค่อยดีเท่าไร ก็ตามกลไกตลาด ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์กิโลละร้อยกว่าบาทแถมต้องลงทุนทุกปี แต่วันนี้เราหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หักต้นทุนทุกอย่างแล้วมีรายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นบาท”
อภิญญา น่านน้อง เกษตรกรจากกลุ่มกาแฟต้นส้าน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บอกเล่ากับ “สกู๊ปหน้า 5” เมื่อครั้งติดตามคณะของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย 18-19 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา อย่างภาคภูมิใจ ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลังจากหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทนการปลูกข้าวโพด
อภิญญา เล่าว่า เธอมีที่ดิน 30 ไร่ ในอดีตปลูกแต่ข้าวโพดทั้งหมด มีรายได้เฉลี่ยเพียงปีละแสนกว่าบาทเท่านั้น แต่ก็ต้องเสี่ยงกับราคาที่ผันผวนตามกลไกตลาด อีกทั้งต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้ง แต่พอหันมาทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็นกาแฟ 10 ไร่ กล้วย 9 ไร่ สับปะรด 7 ไร่ มะละกอฮอลแลนด์อีก 3 ไร่ ขณะนี้มีรายได้หักต้นทุนทั้งหมดแล้วเฉลี่ย 3,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือราว 12,000 บาทต่อเดือน
แต่ข้อดีคือ “ไม่ต้องลงทุนบ่อย” เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโพด..ทำให้กำไรโดยรวม “มากกว่าเห็นๆ”!!!

“การทำข้าวโพดเราต้องลงทุนทุกปี แต่การทำกาแฟหรือไม้ยืนต้นพวกนี้ เราลงทุนครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้ตลอด” เธอกล่าว และเสริมว่าในอนาคตอาจจะไม่กลับไปทำไร่ข้าวโพดอีกแล้ว
เช่นเดียวกับ พร้อมศักดิ์ สุทธิลักษมี เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านป่าสักทอง อ.เมือง จ.เชียงราย รายนี้เป็นอดีตหนุ่มกรุงเทพฯ แต่ย้ายมาอยู่ที่เชียงรายได้ 9 ปี ได้เห็นการปลูกพืชผักของชาวไทยภูเขาก็อยากทดลองทำบ้าง จึงไปขอเช่าที่ดินสำหรับทำการเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ แต่ก็มีปัญหาคือมีสารตกค้างมากจากสารเคมีที่ผู้เช่าคนก่อนเคยใช้
ต้องใช้เวลาถึง “3 ปี” กว่าจะ “ปรับปรุงดิน” ให้กลับมา “สะอาด” ดังเดิม!!!
“แรกๆ ดินแข็งมาก รถไถยังไถไม่ค่อยเข้าเลย เราต้องใช้วัสดุปรับปรุงดินจำพวกปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเยอะมาก เรียกว่า 1 ไร่ เราใช้เป็นตัน ถ้าปลูกในดินดีๆ สัก 6 เดือนดินก็ฟื้น ผักก็เริ่มงามแล้ว แต่ถ้าดินมีสารตกค้าง ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าสารตกค้างจะหมด” พร้อมศักดิ์ ระบุ
อดีตหนุ่มเมืองหลวงรายนี้ กล่าวเช่นกันว่า “เหนื่อยครั้งเดียวแต่สบายไปนาน” ขณะนี้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ที่ดีใจกว่านั้น เขาพบว่าการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้อาการ “ภูมิแพ้” ทุเลาลง จากเดิมที่อยู่ใน กทม. มักล้มป่วยจนนอนโรงพยาบาลทุกปี
แต่ ณ วันนี้ เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง เขากลับมีอาการแค่ “เป็นหวัดธรรมดา” เท่านั้น!!!
ทว่าเส้นทางของทั้ง 2 รวมถึงเกษตรกรที่สนใจเกษตรแบบอินทรีย์อีกหลายคน ต้องบอกว่า “ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” เพราะระยะแรกๆ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนัก เน้นรับประทานแบบ “ราคาถูกเข้าว่า” ทำให้หาตลาด-หาลูกค้าได้ยากมาก กระทั่ง จ.เชียงราย มียุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
นั่นคือมุ่งสู่การเป็น “จังหวัดอาหารปลอดภัย”!!!
เกษตรกรทั้ง 2 เล่าว่า จากความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่ม พร้อมกับจัดหาพื้นที่ให้นำผลผลิตไปจำหน่าย และเชิญชวนให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ จ.เชียงราย มาอุดหนุน ทำให้วันนี้ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง สามารถต่อรองราคาระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคได้เอง อีกทั้งการรวมกลุ่มยังช่วยให้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้ถูกลง รวมถึงเข้าเจรจาพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐทำได้ง่ายขึ้น กว่าการไปแบบตัวใครตัวมัน
เป็นกลไกสำคัญ..ที่ทำให้เกษตรอินทรีย์ที่นี่ยืนอยู่ได้!!!
“ถ้าเรามีเครือข่าย เราก็จะคุยกัน แล้วก็จะรู้กันว่าที่ไหนขายเท่าไหร่ ตรงนี้เราก็จะรู้ราคากลาง ซึ่งก็จะสูงกว่าที่พ่อค้าคนกลางให้เรา อย่างกาแฟถ้าเราทำได้ดี ผู้บริโภคก็จะมาซื้อของเราโดยตรง บอกเล่ากันไปปากต่อปาก สมมุติกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟยังไม่ลอกเปลือกชั้นในออก) พ่อค้าบอกว่า 80 บาทต่อกิโล แต่ราคากลางอาจจะอยู่ที่ 100-110 บาทต่อกิโล อะไรแบบนี้”อภิญญา ระบุ
“ถ้าเราทำคนเดียว เวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร แต่พอเรารวมกลุ่ม สมมุติเราสร้างโรงเรือนเราก็ช่วยกันโดยไม่ต้องไปจ้างช่าง ลงทุนแค่ค่าวัสดุอย่างเดียว เวลาซื้อวัสดุก็ซื้อเยอะๆ ก็จะได้ราคาถูกลง รวมถึงเวลารวบรวมรายชื่อเข้าไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ก็สะดวกมากขึ้น” พร้อมศักดิ์ กล่าวเสริม
สุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการ “อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข” ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย เน้นการเข้าไปตรวจสอบและให้ความรู้กับเกษตรกร เบื้องต้นเพื่อให้ลดการใช้สารเคมีลงมาอยู่ในระดับที่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานจนเป็นอันตราย และเป้าหมายท้ายสุดคือเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของเกษตรอินทรีย์ใน จ.เชียงราย อยู่ที่ร้อยละ 40 ส่วนที่ยังใช้สารเคมีบ้าง อยู่ที่ร้อยละ 60
วางเป้าหมายว่า “อีก 10 ปีข้างหน้า” ผักและผลไม้ของเชียงราย..ต้องปลอดสารเคมี “ร้อยเปอร์เซ็นต์”!!!
“ถ้าใช้สารเคมีในปริมาณไม่เกินค่ามาตรฐาน เราเรียกว่าเข้ากระบวนการ GAP หรือเกษตรปลอดภัย แต่อีกส่วนที่เขาไม่ใช้เลย อันนั้นก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ สัดส่วนในเชียงราย 40 เปอร์เซ็นต์นี่ไม่ใช้สารเคมีแล้ว อีก 60 ยังใช้อยู่ แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าอีก 10 ปี เราจะเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี เพราะเราหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ อย่างไตรโคเดอร์มาที่ใช้ควบคุมโรคพืช หรือบิวเวอร์เรียที่ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช” เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวทิ้งท้าย
เรื่องราวของเกษตรปลอดสารเคมียังไม่จบ…ในตอนต่อไปจะว่าด้วยความพยายามผลักดันให้ จ.เชียงราย เป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นด้านอาหารปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง ซึ่งต้องบอกว่าเป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” สมชื่อจริงๆ
โปรดติดตาม!!!
SCOOP@NAEWNA.COM