ส่องยุทธศาสตร์‘เชียงราย’ (จบ)สู่‘นครอาหารปลอดภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206258

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

“เราเคยไปเจาะเลือดกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนในเทศบาลเชียงรายเอาไปตรวจ พบว่าที่เป็นปกติมีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่มีความเสี่ยงคือเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ และเชียงรายยังต้องเตรียมพร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก นี่คือข้อน่าเป็นห่วง”

นายกิตติ ทิศสกุล ผู้จัดการโครงการอาหารปลอดภัย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) กล่าวถึง “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้น ณ จ.เชียงราย “เมืองหน้าด่าน” ของสินค้าเกษตรที่จะกระจายไปทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่สารพิษที่ใส่ในผลผลิตจำนวนมากจนทำให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคมีสารพิษตกค้างในระดับอันตราย รวมถึงรายได้
เฉลี่ยของชาวเชียงราย ที่ “ค่อนข้างต่ำ” อยู่อันดับท้ายๆ ของประเทศ

กิตติเล่าต่อไปว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์จังหวัด “อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข”
ตั้งเป้าให้ จ.เชียงราย เป็น “นครอาหารปลอดภัย” โดยเข้าไปให้ความรู้ ตรวจสอบ และสนับสนุนตั้งแต่ ต้นน้ำ..คือการเข้าไป “ปรับทัศนคติ” ให้เกษตรกรเห็นโทษภัยของการใช้สารเคมีมากจนเกินไป ทั้งนี้ใน “ระยะสั้น” จะลดการใช้สารเคมีลงมาอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย หรือ “จีเอพี” (Good Agriculture Practices-GAP) ไปก่อน แต่ใน “ระยะยาว” มุ่งเน้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เกษตรอินทรีย์” ปลอดสารเคมีอย่างเด็ดขาด

กลางน้ำ..คือการปรับทัศนคติผู้นำวัตถุดิบไปแปรรูป เช่นผู้ประกอบการและคนครัวในร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน ฯลฯ ให้ใส่ใจความปลอดภัยในการเลือกซื้อวัตถุดิบและการประกอบอาหารมากขึ้น มีการสร้างทีมงานที่มาจากหลายภาคส่วน เช่น สาธารณสุขจังหวัด แรงงานจังหวัด โดยทีมงานที่ไปตรวจสอบจะไม่เน้น “จับผิด-ตำหนิ”แต่จะเน้นให้ความรู้เพื่อให้เกิดความตระหนัก เห็นผลดีของการทำอาหารที่ปลอดภัย และร่วมปฏิบัติไปพร้อมกัน

และ ปลายน้ำ สร้างความตื่นตัวในหมู่ประชาชน ให้หันมาเลือกซื้อผักและผลไม้ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไปบริโภค จากเดิมที่เน้น “ราคาถูกเข้าว่า” ไว้ก่อน แล้วไปเสี่ยงกับสุขภาพที่ย่ำแย่ในอนาคต เปลี่ยนมาเป็น“จ่ายเพิ่มในตอนนี้” เพียง
ไม่กี่บาท ดีกว่าสะสมสารพิษในร่างกายจนล้มป่วย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

เข้าทำนองสำนวนโบราณ “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”!!!

“ระบบเก่ามันก็ได้แค่ตอนตรวจ พอไม่ตรวจก็เละเทะเหมือนเดิม ทำยังไงมันถึงจะยั่งยืน? เราเลยสร้างทีมงานขึ้นมาช่วยเขาพัฒนา เข้าไปทำตั้งแต่ 5 ส. เอกสารคู่มือปฏิบัติงาน ช่วยหาตลาด หาแม้กระทั่งแหล่งทุนให้เขา พาไปดูงานแปลงเกษตรปลอดภัย ให้เขาเห็นว่ามันยากขนาดไหน เพื่อให้เขายอมรับว่าจะต้องรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น” กิตติกล่าวถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม เข้าใจและเห็นคุณค่าของเกษตรปลอดภัย

ยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข วันนี้เดินหน้าขับเคลื่อนกันทุกภาคส่วน เช่น เทศบาลนครเชียงราย จัดงานถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน เป็นประจำทุกวันอาทิตย์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดพื้นที่หน้าอาคารสำนักงานประจำ จ.เชียงราย ทุกวันพุธ และค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 จัดพื้นที่เปิดเป็นตลาดเกษตรกรทุกวันศุกร์ สำหรับให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ปลอดภัยมาขาย และทำให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง ไม่ต้องผ่านมือพ่อค้าคนกลางจนถูกกดราคาเหมือนที่ผ่านๆ มา

บังอร มะลิดิน รองนายกเทศบาลนครเชียงราย กล่าวว่า กิจกรรมเชิงท่องเที่ยวต่างๆ ที่เทศบาลนครเชียงราย มีส่วนร่วม ก็จะให้การสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยอยู่เสมอ เช่น งานมหกรรมอาหาร, งานถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน รวมถึงโครงการต่อเนื่องคือ “เชียงรายปลอดกล่องโฟม” หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ให้หันไปใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น กล่องจากชานอ้อย เพื่อลดปริมาณขยะและสารเคมีตกค้างในอาหาร

“เราได้รับความร่วมมือเยอะ ทั้งจากผู้ประกอบการและจากชาวบ้าน ที่รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น ท่านลองนึกดู ผักสวยๆ แต่ก้านข้างในบวม อันนั้นก็คือสารพิษ แต่ผักที่เราทำถึงมันจะไม่สวย แต่กินแล้วปลอดภัย” รองนายกเทศบาลนครเชียงราย ระบุ

เช่นเดียวกับ บุญส่ง เตชะมณีสถิต ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรคือ
ผลิตสินค้าได้แต่ไม่รู้จะนำไปขายที่ไหน จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ “ใช้ตลาดนำ” สร้างให้เกิดความต้องการสินค้าขึ้นในหมู่
ผู้ประกอบการต่างๆ โดยทางจังหวัดเป็นผู้ประสานงานหาแหล่งกระจายสินค้าให้ในราคาที่เป็นธรรม แต่ก็ย้ำว่าเกษตรกรต้อง “ซื่อสัตย์” ผลิตแต่สินค้าที่ปลอดภัยจริงๆ ด้วยเช่นกัน

“หนึ่งคือเราดูราคาให้เกิดความเป็นธรรม แต่สองคือดูแลคุณภาพสินค้า คือของคุณต้องปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเรามีเครื่องมือในการตรวจว่าปลอดภัยจริงไหม? เบื้องต้นเราจะช่วยกระจายสินค้าให้ไปสู่มือคนที่ต้องการ เช่น ส่งไปยังโรงแรมหรือผู้ผลิตอื่นๆ เราต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคซึ่งก็ต้องใช้เวลา เพราะหลายภาคส่วนยังเน้นที่ราคาถูกไว้ก่อนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ก็ต้องให้ความรู้เพิ่มขึ้น” ผวจ.เชียงราย กล่าว

ตัวอย่างภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่หันหน้าสู่เกษตรอินทรีย์ จีรโรจน์ ไกลถิ่น ผู้จัดการฝ่ายอาคารสถานที่ โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ เชียงราย เล่าว่า นโยบายของโรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ เชียงราย มีการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำแปลงผักและผลไม้แบบเกษตรอินทรีย์ มีโรงปุ๋ยหมักเป็นของตนเอง โดยผลิตผลที่ได้นำมาทำเป็นอาหารให้ผู้เข้าพักได้รับประทาน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

“โครงการนี้ทำแล้วมีผลตอบรับดี นักท่องเที่ยวที่เข้าพักก็ชมกันตลอด” จีรโรจน์ ระบุ

ด้าน วิโรจน์ ศรีเจริญจิตร์ พ่อค้าไส้อั่วปลานิล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงดงตะเคียน ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย ให้ความเห็นว่า ยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข โดยเฉพาะการจัดพื้นที่ขายสินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นสิ่งที่ดีมาก ในส่วนของตนนั้นถือว่ารายได้ที่ได้รับหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วอยู่ที่เฉลี่ยวันละ 500 บาท ถือว่าพออยู่พอกิน แต่หากจะให้โครงการนี้ยั่งยืน หน่วยงานภาครัฐต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง

“เราขาดแค่การประชาสัมพันธ์เท่านั้นเอง ผมคิดว่าถ้าเราประชาสัมพันธ์ดีๆ นี่โอเค เลย เวิร์กแน่ๆ แต่เราขาดเครือข่ายที่ยั่งยืน สิ่งที่ต้องการคือการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กันมากๆ รวมถึงเรื่องการจัดสรรที่ และอีกหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับการเกษตร”วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งปีละ 60,000 คน” ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง ดังนั้นหนทางแก้ไขคือต้องทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ต้องทำให้ปริมาณความต้องการผลผลิตดังกล่าวมีมากขึ้น จึงเกิดเป็นยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ผู้บริโภค

ยุทธศาสตร์นี้ของเชียงรายจะ “สำเร็จแบบยั่งยืน” หรือไม่?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment