หยุดวงจร‘โง่-จน-เจ็บ’ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206685

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ความเหลื่อมล้ำ”..มีผู้ให้นิยามวงจรชีวิตของคนชั้นล่าง “รากหญ้า” ในสังคมไทยว่า “โง่-จน-เจ็บ” เริ่มจากการขาดความรู้เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของตน เมื่อไม่มีความรู้แล้วไปทำอะไรก็ไม่ได้ผลดีนัก ฐานะก็ยากจนขัดสน และเมื่อรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผลคือต้องเป็นหนี้เป็นสิน อีกทั้งยังส่งต่อวงจรดังกล่าวไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

7 มี.ค. 2559 ที่งานแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2558 ของ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ณ สยามสมาคม ถ.อโศกมนตรี กรุงเทพฯ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวถึงสภาพสังคม ระบบกลไกต่างๆ ของไทยขณะนี้ ที่มีแต่จะซ้ำเติมให้ช่องว่างระหว่างฐานะถ่างกว้างขึ้น โดยให้นิยามสั้นๆ ว่า…

ช่วยคนมี..ปล้นคนจน!!!

“คนต้องกู้เงินไปเรียนหนังสือ ถามว่าจบมาแล้วทำอะไร? เพราะเรียนแต่ไม่รู้ ออกมาก็ทำงานไม่ได้ จบมาก็ไปทำงานบริษัทต่อ
เพื่อเอาของเหล่านั้นไปขายให้กับคนจน ก็คือชุมชนที่จะต้องกู้ เพราะอยากมีอยากเป็นอยากได้ เขาโฆษณาทั้งทางทีวีทั้งหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าวก็ไปช่วยเขาเหมือนกัน ช่วยคนมีไปปล้นคนจน ฉะนั้นเราต้องแก้เรื่องแบบนี้ให้ได้” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

เมื่อหันไปดู “ระบบราชการ” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า มีคำคำหนึ่งที่นิยมพูดกันมากแทบจะทุกกระทรวงทบวงกรม นั่นคือคำว่า “บูรณาการ” ทว่ามีน้อยมากที่จะทำได้ ในความเป็นจริง เรายังสามารถพบเห็นความขัดแย้งกันทั้งระหว่างหน่วยงานต่างกระทรวง หรือหน่วยงานกระทรวงเดียวกันแต่คนละกรม ปรากฏตามสื่อต่างๆ อยู่เสมอ

“บูรณาการ..พูดกันเยอะแต่ไม่ทำ ยังทำกันเป็นแท่งๆ แต่ละกระทรวงมีกี่กรม แล้วแต่ละกรมยังมีหลายแผนกอีก ขนาดกรมเดียวกันยังไม่บูรณาการกันเลย แล้วหลายๆ กรมในกระทรวงจะบูรณาการกันได้ยังไง? ส่วนบูรณาการข้ามกระทรวงนี่เลิกคิด” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ระบุ

แนวทางการแก้ไขปัญหา..ม.ร.ว.ดิศนัดดา ระบุว่า คนไทยต้องร่วมมือกัน “ทุกภาคส่วน” ไล่ตั้งแต่ 1.ประชาชนในพื้นที่ แต่ละชุมชนต้องรู้ว่าปัญหาในพื้นที่ของตนคืออะไร? และวิเคราะห์หาหนทางแก้ไขด้วยตนเอง โดยมีภาคส่วนอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน 2.ภาครัฐ หน่วยงานราชการต้อง “เข้าถึง” ความคิดของประชาชนในระดับ “ชุมชน-ปัจเจกบุคคล” อย่างแท้จริงม.ร.ว.ดิศนัดดา ยกตัวอย่างภารกิจของมูลนิธิฯ ที่เมื่อจะเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ใด ก็จะต้อง “ไปให้ถึงบ้านแต่ละหลัง” มิใช่เพียงรับฟังจากผู้นำชุมชนเท่านั้น

“เรียนรู้จากชุมชน แล้วชุมชนนั้นเราไม่ได้ฟัง อบต. อบจ. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น แต่เราต้องไปทุกหลังคาเรือน และเราจะต้องได้ฟังว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ของทุกหลังคาเรือน ปัญหาในชุมชนนั้นคืออะไร? แบบนี้มันถึงจะเป็นปัญหาและความต้องการของชุมชนที่แท้จริง” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยกตัวอย่าง

3.สถาบันการศึกษา ผู้บริหารแต่ละสถาบันต้องเชื่อมโยงความรู้ที่มีให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่พัฒนาชุมชน อันเป็นการ “เรียนรู้จากของจริง” ไม่ใช่เพียงทฤษฎีในตำราหรือห้องเรียนเท่านั้น ซึ่งการฝึกฝนจากหน้างานจะช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพชัดเจนขึ้น “ทำได้-ทำเป็น” เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วย่อมกลายเป็นแรงงานมีฝีมือ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมถึงสร้างสำนึก “จิตอาสา” ให้กับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ด้วย

4.สื่อมวลชน ต้องช่วยกันเผยแพร่ข่าวสาร ชุมชนใดที่ทำโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จนประสบความสำเร็จ ควรถูกนำเสนอในฐานะ “ต้นแบบ” เป็นตัวอย่างแก่ชุมชนอื่นๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้ ขณะเดียวกันผู้คนในชุมชนที่ถูกนำเสนอเป็นต้นแบบผ่านสื่อต่างๆ ก็จะเกิดความ “ภูมิใจ” และมุ่งหน้าพัฒนาชุมชนของตนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และ 5.ภาคเอกชน ต้องใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรเพื่อ “กิจกรรมพัฒนาสังคม” ให้มากขึ้น ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า” ทั้งนี้หากคนระดับล่างมีคุณภาพชีวิตและฐานะที่ดีขึ้น กำลังซื้อก็จะสูงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจต่างๆ ได้ ผลตอบแทนก็จะกลับไปสู่บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายในที่สุด

“คนมีต้องไปช่วยคนจน เพื่อคนจนจะได้มีโอกาส แล้วคนมีก็จะได้รวยขึ้น ไม่ใช่คนมีรวยขึ้นๆ โดยเบียดเบียนคนจนให้จนลงๆ” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment