ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/210538
เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกประกาศข้อบังคับห้าม “มอเตอร์ไซค์” หรือจักรยานยนต์ ใช้สะพานข้ามแยก 39 จุด และอุโมงค์ลอดใต้ทางแยก 6 จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลว่าสะพานและอุโมงค์ดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานของมอเตอร์ไซค์ เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุและเกิดปัญหาการจราจร ส่งผลกระทบต่อการใช้รถใช้ถนนโดยรวม
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 31 มี.ค. 2559 เป็นต้นมา!!!
ทว่าหลังประกาศนี้บังคับใช้ เสียงสะท้อนของ “ชาว 2 ล้อ” จำนวนมากเป็นไปในทางเดียวกัน คือมองว่า “ไม่เป็นธรรม” ทั้งการที่สะพาน-อุโมงค์บางแห่งเคยเปิดให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้น-ลงได้มานับสิบปี หลายพื้นที่หากไม่ให้ใช้ก็จะต้อง “อ้อมไปกลับรถ” เป็นระยะทางไกล หรือติด “สัญญาณไฟแดง” เป็นเวลานาน รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า ณ วันนี้ มอเตอร์ไซค์มี “สมรรถนะ” ดีขึ้นมาก แต่เจ้าหน้าที่ยังใช้ “หลักคิด” กับมอเตอร์ไซค์เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
เกิดเป็นความ “คับข้องใจ” จนเกือบถึงขั้น “ชุมนุมประท้วง”!!!
“อาจารย์โห้” ชาติชาย แซ่ลิ้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์ไซค์ และผู้ก่อตั้ง Ho Racing School โรงเรียนสอนขับขี่จักรยานยนต์อย่างมืออาชีพให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าเหตุที่บรรดาผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ไม่พอใจประกาศดังกล่าว เพราะทำให้การใช้ชีวิตบนท้องถนน “ยากลำบาก” มากขึ้น
ชาติชายกล่าวต่อไปว่า สะพานบางแห่งที่มีลักษณะ “สูงชัน” ไม่เหมาะสมกับมอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งที่เข้าใจได้และเห็นด้วยหากจะไม่ให้ข้ามสะพานเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ “เหมารวม” สะพานหรืออุโมงค์ทุกแห่งว่าเป็นอันตรายไปเสียทั้งหมด พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ปกติสะพานข้ามแยกส่วนใหญ่ มอเตอร์ไซค์สามารถ“วิ่งชิดซ้าย” ได้อยู่แล้ว
เป็นการ “เพิ่มภาระ” แก่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ “เกินสมควร” หรือไม่?!!!
“ถ้าสะพานสูงๆ ลมปะทะแรงๆ ก็ไม่สมควรใช้ แต่บางครั้งพอขึ้นสะพานไม่ได้แล้วต้องไปติดไฟแดงนาน แล้วก็ต้องเลี้ยวซ้ายไปยูเทิร์นอีกเพราะเขาห้ามตรงไป วันนี้เรื่องนี้เรื่องใหญ่มีคนโวยวายเยอะ คนเขาก็บ่นว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ข้ามสะพานไม่ได้ ถ้าสะพานยาวๆ ห้ามไปเถอะไม่ต้องข้าม แต่สะพานข้ามไฟแดงไม่ให้ข้าม ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร? มันก็ไมได้อันตราย ขึ้นก็ไม่เร็ว ทางก็สั้น” ชาติชาย กล่าว
ขณะที่ประเด็นอุบัติเหตุและปัญหาการจราจร กูรูด้านมอเตอร์ไซค์รายนี้ กล่าวว่า ต้องย้อนไปดู “การบังคับใช้กฎหมาย” ไม่ว่ากับรถชนิดใดก็ตามว่า “จริงจังแค่ไหน?” เห็นได้หลายมาตรการที่ออกมา มีลักษณะ “ไฟไหม้ฟาง” แรกๆ ก็ดู “ขึงขัง” เป็นพักๆ แต่ท้ายที่สุดก็ “ปล่อยปละละเลย” เหมือนเดิม
ต่างจากหลายประเทศที่ทั้ง “2 ล้อ” และ “4 ล้อ” ใช้ถนนร่วมกัน..แต่มี “อุบัติเหตุ” ต่ำกว่าไทยมาก!!!
“เราต้องเคร่งครัดเรื่องกฎหมาย แต่ส่วนมากทำกฎหมายออกมา พักเดียวก็เป็นไฟลามทุ่ง ไม่เกิน 3 เดือนหายหมด คือบางคนขึ้นได้ก็ไปเข้าทั้งซ้าย ขวา กลาง แต่ก็เป็นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่เวลาขึ้นสะพานเขาก็รู้ตัวว่าต้องชิดซ้ายอยู่แล้ว คือแค่ตามกฎมันก็จบ” กูรูด้านมอเตอร์ไซค์รายนี้ ให้ความเห็น
อีกมุมหนึ่ง ณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เข้าใจเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะสะพานข้ามแยกหรืออุโมงค์ลอด จุดประสงค์ที่ออกแบบมาแต่เริ่มแรกคือ “เร่งระบายการจราจร” โดยเฉพาะใน “ช่วงเวลาเร่งด่วน” ดังนั้นจึงมีการใช้ความเร็วในระดับหนึ่ง จึงต้องห้ามยานพาหนะบางประเภทขึ้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
“ที่เขาห้ามมอเตอร์ไซค์หรือรถตุ๊กตุ๊กสามล้อขึ้น โดยการออกแบบเข้าใจว่ามันอาจจะไปกีดขวางรถคันอื่นที่เขาใช้ความเร็วในระดับที่สูงกว่าทางราบปกติ คือถ้าเข้าทางแยกปกติจะต้องชะลอความเร็ว แต่การข้ามสะพานหรือลงอุโมงค์ รถมันต้องใช้ความเร็วกว่าเข้าทางแยกปกติ ความเสี่ยงมันอาจจะเกิดขึ้นได้ มอเตอร์ไซค์อาจจะความเร็วช้ากว่าถ้าเทียบกับรถที่ต้องวิ่งผ่าน มันก็มีประเด็นว่าความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมันก็อาจเป็นไปได้” ณัฐพงศ์ อธิบาย
แต่ขณะเดียวกัน..การออกมาตรการแบบนี้ “ควรพิจารณาเป็นรายสถานที่ไป” ว่าสะพานหรืออุโมงค์แห่งใดมอเตอร์ไซค์สามารถใช้ได้หรือไม่ได้บ้าง เพราะแต่ละแห่งมีสภาพเส้นทางแตกต่างกัน รวมถึงหากจุดใดไม่สามารถให้ใช้ได้ ก็ต้องหาเส้นทางที่ “ไม่ลำบากไปกว่าเดิมมากนัก” มาชดเชยด้วย
“ถ้าจะห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้น หรือแบ่งให้เฉพาะรถยนต์ขึ้น ทางแยกอาจจะต้องปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟให้มันเหมาะ ให้มันสั้นลง เพราะรถส่วนหนึ่งเราระบายข้ามสะพานไปแล้ว ก็ต้องคิดถึงการใช้งานของพวกเขาด้วยเหมือนกัน
ก็ต้องดูว่าสะพานไหนอุโมงค์ไหนที่พอจะจัดช่องจราจรให้ได้ อาจจะต้องมีการทดลองสักช่วงหนึ่งว่าจุดไหนใช้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกจุดตีช่องให้มอเตอร์ไซค์ใช้ได้หมด อย่างบางสะพานมีช่องเดียว พอมีไหล่หน่อยก็ตีเป็น 2 ช่อง มันก็ยิ่งแคบ ถ้าตีเส้นมอเตอร์ไซค์ไปอีกมันก็เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ มันก็ต้องทดลองว่าพื้นที่ไหนได้หรือพื้นที่ไหนไม่ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุบนท้องถนนรายนี้ กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 มียอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง-รถกระบะ) จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 7,742,434 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 3,799,125 คัน รถจักรยานยนต์ 20,308,201 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 3,284,422 คัน
ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถใหม่ประจำปี 2558 (1 ม.ค.-31 ธ.ค.2558) ยอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง-รถกระบะ) จดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศ 526,764 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 275,592 คัน รถจักรยานยนต์ 1,815,000 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 408,520 คัน
ทั้งหมดนี้จึงชี้ให้เห็นว่า มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนไทย เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นจึงมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ล่าสุดมีการนัดหมายกันว่า วันที่ 25 เม.ย. 2559 ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์จะรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง
ผลจะเป็นอย่างไร?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!