‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ โด๊ปเกิน…ระวังถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211051

วันอังคาร ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เครื่องดื่มชูกำลัง” กลายเป็นของคู่กับมนุษย์แทบจะทุกสาขาอาชีพ ทั้งแรงงานกรรมกร-เกษตรกรผู้ใช้ร่างกายแบกหามหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน, คนขับรถที่ต้องควบคุมยวดยานพาหนะเป็นระยะทางไกลๆ, รปภ. ที่ต้องเข้าเวรดึกๆ ดื่นๆ, ชาวออฟฟิศที่สายตาต้องจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ รวมถึงนักเรียน-นักศึกษาที่อยู่กับตำรับตำราและรายงานเพื่อเตรียมตัวสอบ

เพราะทุกคนต่างมี “หน้าที่” และ “เป้าหมาย” ที่ต้องทำให้สำเร็จ!!!

แม้จะแลกกับการ “ฝืนขีดจำกัด” ของร่างกาย..มากสักเพียงใดก็ตาม!!!

ด้วยยุคสมัยที่ต้องเร่งรีบแข่งขัน บรรดา “ยาโด๊ป” สารพัดแบบจึงกลายเป็นของที่ผู้คนแทบจะขาดไม่ได้ ทว่าบางกรณีก็กลายเป็นเรื่องเศร้า เช่น เหตุสลดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา หนุ่มแดนซามูไรวัยยี่สิบเศษรายหนึ่งเสียชีวิตเพราะได้รับสารกาเฟอีนเกินขนาด และผลชันสูตรศพจากแพทย์ระบุว่า ผู้ตายดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ รวมถึงรับประทานยาแก้ง่วงที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนเข้าไปด้วย ประกอบกับบิดามารดาของผู้ตายยืนยันว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ขยันทำงานมากชนิด “หามรุ่งหามค่ำ” ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย

บทความ “เครื่องดื่มชูกำลัง มีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน รู้หรือไม่??” เขียนโดย ศ.(กิตติคุณ)นพ.เทพ หิมะทองคำ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในเครื่องดื่ม 1 ขวด นอกจากมีกาเฟอีนที่มีเท่ากันเป็นหลักแล้ว ยังมีส่วนประกอบอีก 3 ตัวที่พบในทุกยี่ห้อ คือ ทอรีน อินโนซิทอล และซูโครส (น้ำตาลทราย) ส่วนที่มีในบางยี่ห้อ ได้แก่ พวกวิตามินต่างๆ ทั้ง วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซินไฮโดรคลอไรด์) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) วิตามินบี 5 (แพนโทธินนอล) วิตามินซี ตลอดจนน้ำผึ้ง ไลซีน โคลีน กรดซิตริกแอซิด ฯลฯ

ซึ่งสำหรับกาเฟอีน ปริมาณที่รับได้ 100-500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ที่อยู่ในขนาดให้ผลก็คือ 200 มิลลิกรัม หากได้รับในขนาด 50-200 มิลลิกรัม จะกระตุ้นทำให้ไม่ง่วงนอน ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่น แต่ถ้าได้รับมากถึง 200-500 มิลลิกรัม อาจมีอาการกระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ และยิ่งถ้าเกิน 1,000 มิลลิกรัม จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร

สอดคล้องกับที่ ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่า เครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ (Alkaloid) ที่มีได้ทั้งในธรรมชาติและการสังเคราะห์ ในธรรมชาติพบได้ในเมล็ดกาแฟ ผงโกโก้ และใบชา มีสรรพคุณกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อย่างไรก็ตาม กาเฟอีนก็เป็นสารที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายหากบริโภคมากเกินไป

“โดยปกติแล้วคนเราจะต้องได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ หากดื่มเครื่องดื่มชูกำลังแล้วไม่ได้พักผ่อนร่างกายจะอ่อนเพลีย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมาจากตัวการใช้กาเฟอีนก็จะทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ มือสั่น กระสับกระส่ายและปัสสาวะบ่อย และไม่ควรบริโภคกาเฟอีนเกินวันละ 250 มิลลิกรัม ในเครื่องดื่มชูกำลังก็กำหนดในปริมาณว่า 1 ขวดจะได้มีไม่เกิน 50 มิลลิกรัม หรือควรกินไม่เกินวันละ 2 ขวด”

รองเลขาธิการ อย. กล่าว ทั้งนี้ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 214 (พ.ศ.2543) เครื่องดื่มชูกำลังจะมีกาเฟอีนได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อขนาดรับประทาน นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็นขวดขนาด 100 ซีซี หรือ 150 ซีซี จะมีปริมาณกาเฟอีนเท่าๆ กัน คือ 50 มิลลิกรัม หรือไม่น้อยกว่า บวกลบร้อยละ 20 ของฉลากระบุ

ส่วนประเด็นที่มีข้อสงสัยว่า เหตุใดบางคนจึงดื่มได้ 3-4 ขวดแล้วไม่เห็นมีอาการอะไร? ภก.ประพนธ์ อธิบายว่า เป็นเพราะว่าการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คล้ายกับ “กาแฟ” ที่บางคนอาจจะดื่มไม่ได้เลย หรือบางคนดื่มแค่ 1 แก้วก็ใจสั่นเต้นรัวแล้ว จึงไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละคนควรจะบริโภคในปริมาณเท่าใด ทำให้ต้องมี “ค่าเฉลี่ยกลาง” ออกมาเป็นคำเตือน

เป็นที่มาของประโยคคุ้นหู “ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด โปรดอ่านคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง”!!!

ภก.ประพนธ์ ย้ำว่า กาเฟอีนมีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เช่น ที่ปริมาณ 150-250 มิลลิกรัม ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะกาเฟอีนจะไปกระตุ้นระบบการทำงานของประสาทส่วนกลางให้กล้ามเนื้อหัวใจ เกิดสภาวะเร่งการบีบตัวของหัวใจและหลอดเลือด อาจทำให้หัวใจวาย

นอกจากนี้ คนบางกลุ่มยังต้อง “ห้ามเด็ดขาด” สำหรับการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น คนเป็นโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสตรีมีครรภ์ เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้วร่างกายของเรามีการขับถ่ายของเสียที่ตับและไตเป็นหลัก หากมีอาการของโรคตับและไตก็ไม่ควรดื่มกาเฟอีนเข้าไปซ้ำเติมความไม่แข็งแรงของร่างกาย

และ “สำคัญที่สุด” ไม่ว่าจะมีสุขภาพแบบใด “พักผ่อนให้เพียงพอ” ยังจำเป็นอยู่เสมอ!!!

“สำหรับคนที่ทำงานหนักแล้วต้องพึ่งเครื่องดื่มชูกำลัง อย่างน้อยควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้สัก 6-8 ชั่วโมง เพราะเวลาสภาพร่างกายไม่ไหวก็จะสะท้อนออกมาในรูปของการง่วงหาวและเกิดอ่อนเพลีย หากร่างกายแสดงอาการออกมาแบบนี้แสดงว่าร่างกายต้องการที่จะพักผ่อน ฉะนั้นอย่าไปฝืน เพราะยิ่งเอาสารพวกกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางเข้าไปก็เหมือนไปกระตุ้น คล้ายกับว่าเชือกมันตึงแล้วเราไม่ผ่อนเชือก นานๆไปเชือกมันอาจจะขาดได้” รองเลขาธิการ อย. ฝากทิ้งท้าย

แม้จะเข้าใจได้ว่าเหตุที่มนุษย์ต้องยอม “ฝืนสังขาร” ของตนเองเพื่อแลกกับบางสิ่งบางอย่าง “ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ” จะเหนื่อยล้าสักแค่ไหนก็พร้อมตาม ก็เพราะต้องการอยู่รอดให้ได้ในกระแสแห่งการแข่งขันอันเชี่ยวกราก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “ขนาดเครื่องจักรยังต้องมีเวลาพัก” หากใช้งานเกินกำลังก็จะชำรุดเสียหาย ซึ่งเครื่องจักรเสียหายยังพอหาอะไหล่มาซ่อมมาเปลี่ยนได้ไม่ยาก แต่ร่างกายคนนั้น “เปราะบาง” กว่านั้นมาก หากเจ็บป่วยทรุดโทรม กว่าจะรักษาให้หายก็ใช้เวลานาน เสียค่าใช้จ่ายสูง ซ้ำร้ายบางครั้งก็ไม่หายขาด กลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังไป

“โด๊ปแค่พอประมาณและมีสติ” น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด!!!

จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment