เปลี่ยน…3ปัจจัย‘ต้นเพลิง’ หยุด!‘ไฟป่า-ควันพิษ’ลุกลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212508

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ไฟป่าและหมอกควัน”…

กลายเป็น “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นทางภาคเหนืออย่าง “ซ้ำซาก” สร้างมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพชาวบ้าน ธุรกิจท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ซึ่งเดิมทีรู้กันดีว่า “ไฟมรณะ-ควันพิษ” ที่เกิดขึ้นมาจากการ “เผาป่า” ปรับพื้นที่เพาะปลูกแบบผิดๆ ของประชาชนบนพื้นที่สูง และปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง…

“คนเมือง VS คนดอย”!!!

ทว่า “คนดอย” อาจมิใช่ “จำเลย” เพียงหนึ่งเดียว นั่นเพราะ ณ ปัจจุบัน บางพื้นที่พบการ “สร้างสถานการณ์” ไฟไหม้ป่า จากน้ำมือ “นายทุนพื้นราบ”เพื่อเนรมิตที่พัก “รีสอร์ท-โฮมสเตย์” เตรียมรองรับการท่องเที่ยวที่กำลัง “บูม” ดังเช่นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หรือ…

“ดอยหลวงเชียงดาว”!!!

“นิคม พุทธา” ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิงตอนบน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการ “60 วัน…
ห้ามเผา” ทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 เมษายน ที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่มีปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นและรุนแรงมากที่สุด แต่ “เอาไม่อยู่” เพราะยังมีการ “ลักลอบ” เผาป่าเพื่อปรับพื้นที่เตรียมเพาะปลูก รวมถึงการ “บุกรุก” พื้นที่ป่า และสร้าง “ไฟป่า…ลวง” ของคนบางกลุ่ม เพื่อใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นปรับพื้นที่สร้างรีสอร์ท เช่น ดอยหลวงเชียงดาวที่มีการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่าง “ก้าวกระโดด” และยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีพอ จึงเกิดการบุกรุกผืนป่าและลักลอบเผาป่า เพื่อใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

“ปกติช่วงฤดูท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหายาก
และพืชพันธุ์สงวน เช่น กวางผา และกุหลาบเชียงดาว ที่มีเฉพาะที่ดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น จะมีนักท่องเที่ยวราว 15,000 คน แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คือ 31,000 คน ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลีซอ รวมถึงนายทุนจากพื้นราบ ลักลอบตัดไม้เผาป่าเพื่อปรับพื้นที่ทำโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว จนสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าดอยหลวงเชียงดาว เป็นวงกว้าง”

นี่ถือเป็นหนึ่งใน “ต้นเพลิง” ที่ทำให้เกิดการปะทุขึ้นของไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และถูก “มองข้าม”!!!

แตกต่างจากบางพื้นที่ที่ “ไม่รอ” ภาครัฐ เช่น “บ้านขอ” อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ที่ชาวบ้านหันมา
“พึ่งตัวเอง”!!!

“ผิน เปนุจา” ผู้ใหญ่บ้าน “บ้านขอใต้” ต.บ้านขอ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก ชาวบ้านจึงลุกขึ้นมาศึกษาปัญหา เพื่อหาแนวทางแก้ไข เช่น สร้างแนวกันไฟ รณรงค์ลดการเผา ออกกฎกติกาบังคับใช้ในชุมชน แต่ปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ลดลง กระทั่งปี 2557 ชาวบ้านจึงร่วมมือกับนักวิจัยท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จ.ลำปาง เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ “ถูกทาง” จนเกิดโครงการ “ชุมชนมาตรฐาน…หมู่บ้านปลอดการเผา” โดยสร้างความรู้แก่ชาวบ้าน ว่า “ผืนป่าเป็นต้นทุน” ในการดำเนินชีวิต เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ แหล่งอาหาร และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ถ้าไม่ร่วมกันรักษาเอาไว้ป่าต้นน้ำ พืชป่า พืชพื้นถิ่น และสัตว์ป่าสูญหายแน่นอน ดังนั้น “ห้ามเผา”

“การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ แก้ไขที่ต้นเหตุ ซึ่งหมายถึงมนุษย์ โดยเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากปัญหาหมอกควันและไฟป่า เพื่อปลูกจิตสำนึกในการปกป้องผืนป่า รวมถึงจัดให้มีพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลและทำแนวกันไฟ สุดท้ายชุมชนลดการเกิดไฟป่าในพื้นที่ได้ถึง 70%”

ด้าน “สมพร จันทระ” นักวิจัยจากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ “หมอกควัน” ในภาคเหนือปีนี้เร็วกว่าทุกปี เนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่กำหนดวันเวลาในการเผาเศษวัสดุหลังการทำการเกษตร ทำให้เกษตรกรเร่ง “ชิงเผา” พื้นที่ของตน จนส่งผลให้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบจุดความร้อนและค่าความเข้มข้นของฝุ่นมาก และแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

“ดังนั้นควรกำหนดให้สอดคล้องกับภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีอีกเล็กน้อย คาดว่าปี 2560 จะเชื่อมโยงข้อมูลและกำหนดมาตรการห้ามเผาได้อย่างสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการเกิดหมอกควันและไฟป่า”

ขณะที่ “ชาญ อุทธิยะ” จากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.ลำปาง สกว. กล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นใน จ.ลำปาง มาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ “อาชีพ ความเชื่อ และความโลภ”…“อาชีพ” หมายถึง การทำการเกษตรของชาวบ้าน
ที่ใช้วิธีการแผ้วถางป่ามากกว่าไถกลบ…“ความเชื่อ” คือ ชาวบ้านหลายคนยังมีความเชื่อมาตั้งแต่ดั้งเดิมโบราณว่าการจะทำให้เห็ดถอบหรือผักหวานขึ้นต้องเผาที่ดินก่อน…“ความโลภ” คือ ความโลภของนายทุนที่ชาวบ้านอาจแก้ปัญหาด้วยตนเองยาก ต้องอาศัยกลไกและอำนาจจากภาครัฐเข้ามาช่วย

“ชาญ” กล่าวด้วยว่า ในส่วนของ “อาชีพ” ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว.ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็น “นักวิจัย” ที่เรียนรู้และเข้าใจปัญหาด้วยตัวเอง โดยทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่ามีวิธีการอื่นในการทำการเกษตรนอกจากการเผาป่า คือ ไถกลบ หรือถ้าเผาก็ควรกำหนดพื้นที่ในการเผา…“ความเชื่อ” ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีการเผาไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการทำให้มีผลผลิตที่ดีได้

เมื่อนักวิจัยชาวบ้านพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบพืชผลในพื้นที่ระหว่างตอนเผาป่าและไม่เผาป่า พบว่า พืชพันธุ์ในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขาพบข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง ว่า…

คำตอบที่ดีที่สุดของการทำการเกษตรที่ยั่งยืน…

“ไม่ใช่” การแผ้วถางป่าโดยวิธีการเผา!!!

“ไฟป่าและหมอกควัน” เป็นปัญหาซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของปัญหา กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และองค์ความรู้ที่ผสมผสานระหว่าง “ภูมิปัญญา” ของชุมชน และความรู้เชิง “วิชาการ” เพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment