ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/209921
ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศยุโรป และมีแนวโน้มขยายเครือข่ายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิง ซ่องสุม หรือแหล่งจัดหา เส้นทางขนส่งอาวุธ ล้วนสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ ความรู้สึกปลอดภัยของพลเมืองในประเทศๆ นั้น
แม้ประเทศไทยจะมิใช่เป้าหมายโดยตรง และไม่ได้มีอยู่ในฐานะคู่กรณีกับ “กลุ่มก่อการร้าย” แต่ใช่ว่าจะ “ไว้วางใจ” ได้ เพราะมีตัวอย่างความรุนแรงให้เห็นมาแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดใจกลางเมืองกรุงบริเวณแยกราชประสงค์ ส่งผลให้มี
ผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยต้องมีการ “เตรียมพร้อม” เพื่อรับมือกับการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ต้องจัดทำแผนและซักซ้อมอยู่เสมอ รวมถึงต้องมีความร่วมมือด้าน “การต่อต้านการก่อการร้ายสากล” กับประเทศอื่นๆ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “กองบังคับการปราบปราม” จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมในโครงการ “เทรนเดอะเทรนเนอร์” กับ “เอฟบีไอ” หรือสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เชี่ยวชาญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการก่อการร้าย เพื่อการ “ป้องกัน-ปราบปราม” อย่างจริงจัง

“พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” รักษาราชการแทน ผู้กำกับการกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม(รรท.ผกก.ปพ.บก.ป.) หรือ “คอมมานโดกองปราบฯ” ซึ่งเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรดังกล่าว บอกว่า โครงการที่ไปอบรม คือ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผ่านทาง “เอฟบีไอ” ได้ประสานมาว่าจะเปิดโครงการ “อะเลิร์ท เลสปอน เลเวลวัน”(Train The Trainer ALERT Active Shooter ResponseLevel 1) หรือ “เทรนเดอะเทรนเนอร์” ให้เราส่งคนไปอบรมที่ซานฟรานซิสโก เพื่อกลับมาเป็น “ครูแม่ไก่” หรือครูฝึกด้านยุทธวิธี การยิงปืน เป็นต้น
วิธีเทรนนิ่งของ “เอฟบีไอ” จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน เขาจะเปิดคอร์ส อบรมคอร์สสั้นๆ 5-10 วัน จะเป็นคอร์สแรก อย่างตัวนี้จะเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง เป็นคอร์สแรก เป็นคอร์ส “นำร่อง” ซึ่งต่อไปคอร์สนี้ก็จะให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นลอว์เอนฟอร์ดเมนท์ ส่งไปอบรมตามเมืองต่างๆในสหรัฐอเมริกา ที่มีสาขา โดยชุดจากประเทศไทยที่ร่วมฝึกครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน
จากคอมมานโดฯ 2 คน คือ ตน และ พ.ต.ท.ปิยรัตน์ สุภารัตน์ รอง ผกก.ปพ.บก.ป. จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 1 คน และหน่วยอรินทราช 2 คน
“แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” คือ หลักสูตรที่มีการอบรม ซึ่ง “พ.ต.ท.ต่อศักดิ์” บอกว่า เป็นหลักสูตรสำหรับการเข้าตรวจค้นอาคาร ตรวจห้อง การเข้าจุดเป็นทีม หรือ“Attack Team” การตรวจค้นรถ การตรวจบุคคล การ “จู่โจม” การช่วยเหลือ “ตัวประกัน” จะรวมอยู่ในชุดหลักสูตรนี้ทั้งหมด โดยในส่วนของการช่วยเหลือตัวประกันนั้น เอฟบีไอให้หลักคิดมาว่าการไปถึงจุดเกิดเหตุ “ช้า” อาจนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตตัวประกันได้ ซึ่งเอฟบีไอได้วิจัยแล้ว พบว่า “ความผิดพลาด” ที่ทำให้ตัวประกันเสียชีวิตมาก คือ การเคลื่อนตัวไปยังที่หมายที่มีการขอความช่วยเหลือล่าช้า ขณะที่การจู่โจมช่วยเหลือต้องทำงานเป็น “ทีม”
“พ.ต.ท.ต่อศักดิ์” กล่าวอีกว่า หลักในการจู่โจมช่วยเหลือตัวประกันจากหลักสูตรของเอฟบีไอ เช่น ต้องทำงานเป็นทีม มีทีมจู่โจมเข้าสู่อาคารตั้งแต่ 2-5 คน ต้องไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด และต้องเคลื่อนย้ายทีมด้วยความรวดเร็วกรณีเกิดเหตุปะทะ ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด เอฟบีไอเรียกว่าการ “คัฟเวอร์(Cover) 500 องศา” ซึ่งของไทยไม่ได้ทำแบบนี้ เวลาเราเข้า Attack Team จะเข้าจู่โจมหมดเลยทั้งชุด แต่เอฟบีไอจะมีทีมพยาบาลรอสแตนด์บาย ซึ่งของเราไม่มี ก็ต้องมาปรับเปลี่ยนกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ “ทัศนสัญญาณ” หรือภาษากาย แทนการใช้เสียง เช่น การลดปืนลง เพื่อบอกให้รู้ว่าทีมจู่โจมอีกคนต้องเข้าบุก เป็นต้น
“เมื่อฝึกกลับมาแล้ว ก็นำความรู้มาถ่ายทอด ซึ่งเอฟบีไอจะส่งเจ้าหน้าที่มาติดตาม เพื่อนำข้อบกพร่องไปทำแผนการสอนต่อไป โดยปัญหาที่ผ่านมา คือ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอเมื่อเข้าถึงที่เกิดเหตุแล้ว มักไม่ทราบขั้นตอนปฏิบัติ เมื่อมีเหตุ มีการยิงตัวประกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเงอะๆ งะๆทำอะไรไม่เป็น นั่นคือสิ่งที่เขาสอนให้เรารู้จักการตัดสินใจ เพื่อมาถ่ายทอดต่อ ซึ่งต้องมีขั้นตอนปฏิบัติ เพราะชีวิตตัวประกันสำคัญที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็สำคัญเช่นกัน คือต้องปลอดภัยทั้งหมด”
นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเรื่อง “ระเบิด” ซึ่งมีการวิจัยออกมาเช่นกันว่าปกติคนร้ายจะใช้ระเบิดแบบใด และถ้าพบระเบิดจะดำเนินการอย่างไร ถ้าคนร้าย “โยนใส่” จะทำอย่างไร จะ “วิ่งถอยหลัง” ไม่ได้ เพราะเมื่อคนร้ายโยนระเบิดสวนมาถ้าเราวิ่งถอยหลัง ระเบิดก็ตามเรามาอยู่ดี คง “ไม่รอด” รวมถึงระยะปลอดภัย องศาหรือระยะทำลายล้างของระเบิดชนิดต่างๆเป็นอย่างไร ทาง “เอฟบีไอ” สอนให้หมด เราจะนำมาถ่ายทอดต่อ “ทางลับ” ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เพราะข้อมูลบางอย่างอาจล่วงรู้ถึงกลุ่มคนร้าย
หัวหน้าหน่วยคอมมานโดกองปราบฯ บอกว่า ความรู้และเทคนิคพิเศษที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้จะถูกส่งต่อให้กับ “กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย”ขณะเดียวกันผู้ที่ผ่านการอบรมยังจะเป็นครูฝึกเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สู่หน่วยงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ “ภัยก่อการร้าย” ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งความมุ่งหมายของหลักสูตร “แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” ในโครงการเทรนเดอะเทรนเนอร์ เพื่อ “เซฟชีวิต ป้องกันชุมชน ลดความสูญเสีย” จากภัยก่อการร้ายนั่นเอง
“เราก็ถามเอฟบีไอว่าทำไมประเทศไทยจึงได้รับการประสานให้เข้าอบรมหลักสูตรนี้ คำตอบ คือ ภัยก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่มไอเอส กำลังลุกลามไปทั่วโลก และแนวโน้มจะคืบคลานเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ที่เริ่มมีเหตุระเบิด หรือจับตัวประกันให้เห็นมากขึ้น ดังนั้นเราต้องเตรียมความพร้อม ต้องแอคทีฟที่จะเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน”
“ภัยก่อการร้าย” ไม่ได้ไกลตัว แต่ขยับเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความพร้อมที่จะรับมือให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย และหลักสูตร “แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ “ตำรวจไทย” ให้มีคุณภาพสูงสุด…