‘โรงเรียนบ้านห้วยเป้า’ การต่อสู้เพื่อให้รอดถูกยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211339

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ขึ้นชื่อว่า “การศึกษา” เชื่อว่าทุกรัฐบาลให้ความใส่ใจเพราะเป็นเรื่อง “อนาคตของชาติ” เห็นได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทุกคนต่างพยายามออกนโยบายที่เชื่อว่าเหมาะสม รวมถึงบางยุคบางสมัยที่มีแนวคิด “ยุบและควบรวมโรงเรียน” เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนและครูจำนวนน้อย

ทำให้การจัดการเรียนการสอนอาจจะทำได้ไม่ดีนัก!!!

ถึงกระนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเสียงคัดค้านนโยบายนี้อยู่ไม่น้อย เพราะโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงมักเป็นโรงเรียนในพื้นที่ชนบท หากถูกยุบจะทำให้เด็กต้องเดินทางไปเรียนไกลขึ้น แม้จะมีการจัดรถรับส่งไว้ให้ก็ตาม เด็กก็จะต้องตื่นแต่เช้าและกลับบ้านมืดค่ำ อีกทั้งครอบครัวใดที่เด็กต้องช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองทำงานที่บ้าน การต้องไปเรียนไกลๆ อาจกระทบต่อหน้าที่ดังกล่าว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่อยากส่งลูกไปเรียน

เด็กก็จะเสียโอกาสได้รับการศึกษาตามวัย!!!

ไม่นานนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” ติดตามคณะของ “สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา” ไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเป้า เทศบาลทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่นี่เราพบกับ สฤษดิ์ สุภาเลิศ ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ซึ่งรับหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” กับการถูกยุบ

สฤษดิ์ สุภาเลิศ

“ปลัดสฤษดิ์” เล่าย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ช่วงที่รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายยุบและควบรวมโรงเรียน ซึ่ง รร.บ้านห้วยเป้า
แห่งนี้ที่สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ก็ถือเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ในการถูกยุบเช่นกัน เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และนักเรียนลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงมีแนวคิดว่าจะต้องทำให้โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นให้ได้

“เราต้องสร้างแรงดึงดูดให้คนมาเรียนเพิ่ม สร้างอย่างไรล่ะ? ก็ต้องสร้างคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อะไรแบบนี้ ถามว่ายากไหม? ผมว่าถ้าตั้งใจจริงๆ มันก็ไม่ยาก”

ปลัดคนเก่งรายนี้ กล่าว ซึ่งเบื้องต้นต้องขอบคุณบรรดา “หนุ่มสาวผู้มีจิตอาสา” เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ แต่ยินดีมาเป็นครูโดยรับเงินเดือนเพียง “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เมื่อรวมกับครูที่เป็นข้าราชการบรรจุเข้ามาแล้วจึงมีครูครบทุกวิชา

และ ณ วันนี้ “ครูอาสา” กลุ่มดังกล่าว ส่วนใหญ่ยังอยู่กันด้วยใจที่ “เต็มร้อย”!!!

“ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใหม่ๆ ครับ พวกนี้อุดมการณ์เขายิ่งใหญ่มาก พวกนี้เป็นเด็กในพื้นที่ จบราชภัฏเชียงใหม่บ้าง มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) บ้าง แล้วเด็กพวกนี้อยู่ทนครับส่วนใหญ่ไม่มีใครออก นี่ก็อยู่กันเป็นปีแล้วครับ มีบางคนเท่านั้นที่อยู่แล้วไม่มีความสุขก็ออกไป” ปลัดสฤษดิ์ ระบุ

ด้าน เอกพันธ์ พรมวังขวา ข้าราชการครู รร.บ้านห้วยเป้า (สอนวิชาภาษาไทย) กล่าวว่า เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้มีมาตรฐานการศึกษาที่ดีขึ้นจนไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงถูกยุบ มาจากการจัดหลักสูตรที่นำ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เข้ามาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย เช่น กิจกรรม “หญ้าแฝก-ปั่นฝ้าย” ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน รวมถึงด้วยความที่นักเรียนของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าต่างๆ ล้วนมีรากฐานทาง “พุทธศาสนา” ที่ค่อนข้างเข้มแข็งจากครอบครัว ทำให้ทุกเช้าโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียน “นั่งสมาธิ” ก่อนเริ่มเรียน

เมื่อผู้เรียนทั้ง “มีความสุข” และ “จิตใจสงบ” ผลการเรียนก็ย่อม “ดีขึ้น” ไปโดยปริยาย!!!

“เด็กเมื่อได้เรียนเกี่ยวกับท้องถิ่นเขาเกิดความสนุกเกิดความสุข เขาก็ไม่เครียดที่จะเรียนในหลักสูตรของ 8 กลุ่มสาระ แล้วที่นี่เราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ก่อนเรียนตอนเช้าเรานั่งสมาธิ หรือวันสำคัญต่างๆ เรามีกิจกรรมทำบุญตักบาตร มีพระมาเทศน์ที่โรงเรียน เพราะเด็กที่นี่เป็นพุทธหมดครับ แล้วโรงเรียนเราไม่แพ้ใครครับ สอบโอเนตครั้งที่ผ่านมาเราอยู่อันดับ 5 ของอำเภอเชียงดาว”

ครูเอกพันธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ขณะที่ปลัดสฤษดิ์ กล่าวเสริมถึงกิจกรรมปลูกและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านห้วยเป้า ว่าครั้งหนึ่งเคยไปได้รับรางวัลการประกวดนวัตกรรมจากหญ้าแฝก ที่จัดโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาแล้ว

อาคารเรียน รร.บ้านห้วยเป้า

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงสนใจและทุ่มเทด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ทั้งที่งานในฐานะปลัดเทศบาลก็มากอยู่แล้วปลัดสฤษดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักเน้นแต่การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน อาคารต่างๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปีของสมัยเลือกตั้งหนึ่ง สามารถใช้เป็นผลงานได้ ขณะที่การพัฒนาการศึกษา หรือการ “สร้างคน” กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป แต่ถึงกระนั้นก็อยากให้ฝ่ายการเมืองของแต่ละท้องถิ่น หันมาใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้น

“คือผมเห็นฝ่ายการเมืองสมัยเดิมๆ เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษามากนัก ผมในฐานะข้าราชการประจำก็อยากจะพัฒนาการศึกษา คือผมไม่ต้องไปหาเสียง แต่ฝ่ายการเมืองเขาภายในปีสองปีเขาต้องมีผลงาน หรือ 4 ปีเขาต้องมีผลงานเท่าไร ตัวชี้วัดเขาเห็นง่าย

แต่ตัวชี้วัดทางการศึกษามันยาก โน่น 5 ปี 7 ปี ผมเลยเลือกมาส่งเสริมตรงนี้ดีกว่า ผมไม่ต้องหาเสียง ฝากถึงท้องถิ่นอื่นๆ ท่านต้องพยายามไม่มองในโครงสร้างพื้นฐานให้มันเยอะเกิน ต้องยอมรับว่ามันเห็นผลช้า แต่ถ้าเราทำดีกับลูกหลาน จะกี่สมัยผมก็เชื่อว่าเขาจะเลือกท่านแน่นอน” ปลัดสฤษดิ์ ฝากทิ้งท้าย

แม้วันนี้การต่อสู้เพื่อไม่ให้ รร.บ้านห้วยเป้า ถูกยุบจะจบลงไปแล้ว แต่ปัญหาที่ยังรอการแก้ไขในระยะยาว คือการหาครูที่เป็นข้าราชการประจำมาบรรจุให้ครบทุกชั้นและทุกกลุ่มสาระวิชา ซึ่งจะทำให้โรงเรียนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงมากกว่าการใช้ครูอัตราจ้างเป็นหลักอย่างในปัจจุบัน

จึงมีข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะขอ “ใช้บัญชีร่วม” ของครูที่สอบได้และขึ้นทะเบียนไว้กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้โรงเรียนสังกัด อปท. จะได้หาครูมาบรรจุได้ครบชั้นและครบทุกวิชา และจูงใจให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้เลือกมาอยู่กับท้องถิ่น เพราะมีงาน “มั่นคง” ในฐานะข้าราชการประจำ ไม่ใช่เพียงครูอัตราจ้างที่อนาคตไม่แน่นอน

เมื่อโรงเรียนมีครูครบและเป็นครูที่มีขวัญกำลังใจดี..การเรียนการสอนก็จะมีคุณภาพในที่สุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment