‘ไล่ที่-พิพาท’หาดราไวย์ ภาพขัดแย้ง‘ทุน-ชุมชน’!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200712

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

27 ม.ค. 2559..เป็นเหตุ “อุกอาจ” มากอีกครั้งในกรณีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มทุน เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งนำชายฉกรรจ์ราว 100 คน เข้าขับไล่กลุ่มชุมชนชาวเล บริเวณริมชายหาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อจะนำไปทำสถานที่พักตากอากาศ โดยฝ่ายบริษัทยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตนและมีเอกสารถูกต้อง ขณะที่ฝ่ายชาวเลก็ยืนยันว่าอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมานานนับร้อยปี พื้นที่ที่ถูกเอกชนปิดเป็นทางเดินเข้า-ออกระหว่างชุมชนกับชายหาด เป็นที่เก็บและซ่อมแซมอุปกรณ์ประมง และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชุมชน

ที่เวทีเสวนา “โครงการพัฒนาอันดามัน กับชาติพันธุ์ชาวเล” ณ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 29 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ตั้งแต่ปี 2536 กล่าวว่า คำว่า “ชาวเล” มีความหมาย 2 แบบ ถ้าเป็นความหมายตาม “ภาษาใต้” ทั่วๆ ไปชาวเลจะหมายถึงใครก็ตามที่อยู่อาศัยริมทะเลและดำรงชีพด้วยการทำประมง

เป็นการกร่อนเสียงคำว่า “ชาวทะเล” แบบสำเนียงใต้ที่หมายถึง “ชาวประมง”!!!

แต่ชาวเลอีกความหมายคือ “กลุ่มชาติพันธุ์” ที่หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 12,000 คน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีคนรู้จักน้อยมาก นานๆ ครั้งจึงจะปรากฏเป็นข่าว เช่น กรณีคลื่นยักษ์สึนามิปี 2547 ครั้งนั้นมีการกล่าวถึง
“นิทานชาวเล” ที่แฝงคำเตือนว่าเมื่อเห็นน้ำทะเลลดต่ำมากๆ ให้รีบหนีขึ้นที่สูง ชี้ให้เห็นว่าบรรพบุรุษของชาวเลเคยเจอกับ
สึนามิมาแล้ว จึงแต่งเป็นนิทานเพื่อสอนลูกหลานถึงวิธีเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติดังกล่าว

อีกหลักฐานพิสูจน์ “ความมีตัวตน” ของชุมชนชาวเลราไวย์..คือเหตุการณ์เมื่อปี 2502!!!

ครั้งนั้น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เสด็จฯมาเยี่ยมประชาชนที่หมู่บ้านแห่งนี้!!!

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ภูเก็ตเปลี่ยนสภาพจากเกาะเล็กๆ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก บรรดาเจ้าของที่ดินโดยรอบต่างพยายามแปรรูปที่ดินเพื่อแสวงหาประโยชน์จากธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงมีการจับจองที่ดินโดยรอบ ขณะที่ชาวเลนั้นวัฒนธรรมยังเป็นแบบดั้งเดิมคือ “ไม่สะสมพื้นที่” จึงไม่มีความรู้เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ทำให้ “เสียเปรียบ” แม้จะอยู่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคนก็ตาม!!!

“ระบบคิดมันไม่เหมือนกัน เรื่องความเป็นเจ้าของ ชาวเลเขาคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นเจ้าของเลย แค่ใช้ประโยชน์ร่วมกันไม่ต้องมีเอกสาร ไม่ต้องมีโฉนด แบ่งปันกันไป คนส่วนหนึ่งในท้องถิ่นจึงมองชาวเลว่าไม่ได้รับการศึกษา ก็เลยไม่ได้สนใจพวกเขา สังคมชาวเลเป็นสังคมที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร จึงถูกดูถูกว่าไม่รู้หนังสือ ทั้งๆ ที่ถ้าเทียบกับตำนานนิยายของเขา ความรู้มันแฝงมามากมาย ในขณะที่เขารู้เรื่องสึนามิ แต่คนไทยเรายังต้องยืมคำจากญี่ปุ่นมาใช้เลย สิ่งที่เราตัดสิน เราตัดสินเขาไปก่อนแล้ว

จริงๆ แล้วเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เน้นลายลักษณ์อักษร เขาไม่รู้กฎหมายและโฉนดว่ามีความหมายยังไง แนวทางของชาวเลคือแบ่งปัน ยิ่งใครหาได้มากต้องให้มาก สังคมเราจับจอง ครอบครอง ผูกขาด กีดกัน เขามองเรื่องการร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ มีเยื่อใยไม่เบียดเบียน ส่วนสังคมของเรามองทุกอย่างเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ชาวเลเรียบง่ายไม่สะสม ส่วนสังคมเราสะสมทุนเพื่อความมั่งคั่ง เอาทุนต่อทุน

ชาวเลไม่แก่งแย่งแข่งขัน ในปัจจุบันเราพูดว่าแข่งขันตลอดเวลา ท้ายสุดชาวเลยินดีที่จะถอยและหลบหลีกจากความขัดแย้งและการเผชิญหน้า แต่เรายึดเป้าหมายเป็นหลัก จากสิ่งที่เห็นเกิดจากการที่เขาไม่มีที่แล้ว จนมุมแล้ว จะให้เขาไปไหน นั่นคือพื้นที่ทำมาหากิน เขาจึงออกมาต่อต้าน ไม่มีที่จอดเรือ ไม่มีที่ทำมาหากินแล้ว” ดร.นฤมล กล่าว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า นี่เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของปัญหาจำนวนมากเท่านั้น และขอให้จับตา “3 ปัจจัยสำคัญ” ที่อาจชี้ชะตาสิทธิของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นริมทะเล

1.การท่องเที่ยว คาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องอีกหลายจุด เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวอันดามันเป็นพื้นที่ที่ทำรายได้ต่อหัวได้สูงสุด 2.การคมนาคม เพราะพื้นที่แถบนี้เป็นเส้นทางสำคัญทางทะเลตั้งแต่โบราณกาล และ 3.โครงการพลังงานในหลายรูปแบบ

และทั้งหมดเป็นการผลักดันโดย “รัฐ” ร่วมมือกับ “กลุ่มทุน”!!!

“ความพยายามของนายทุนบวกกับรัฐ มีความพยายามที่จะหาวิธีการแก้ไข ความพยายามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอันดามัน แต่มีนัยสำคัญมากทีเดียว การประกาศเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ที่เลือกคือพื้นที่ที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ยังมีมาตรการต่างๆ ที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุน” อาจารย์เดชรัต ระบุ

นอกจากนี้..สิ่งที่ต้องกังวลอย่างที่สุด อาจารย์เดชรัต กล่าวถึง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่พบว่าแทบไม่กล่าวถึง “สิทธิชุมชน” โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA หรือ EHIA) หากจะมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทำให้เมื่อหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ประชาชนอาจไม่สามารถฟ้องร้องให้รัฐดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วน อย่างที่ควรจะเป็นได้

รวมถึงสิ่งที่ประกาศออกมาแล้วอย่าง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่ให้ “อภิสิทธิ์” แก่นักลงทุนมากมาย!!!

“ในมาตรา 44 ที่เพิ่งประกาศมา 2 ฉบับ ฉบับแรกคือปลดล็อกการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะได้ทุกที่ ไม่อยู่ในบังคับของผังเมืองอีกต่อไป ฉบับต่อมาคือพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ไม่บังคับใช้ผังเมืองและไม่บังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารในเศรษฐกิจพิเศษ มันจะเป็นปรากฏการณ์ต่อไปในอนาคต เมื่อประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาลงทุนได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎของผังเมือง

จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เพิ่งออกมา คือร่างรัฐธรรมนูญ 2559 เนื้อหาหมวดสิทธิชุมชนหายไปยกหมวด ต่อไปการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อชุมชนนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่สิทธิชุมชนที่จะฟ้องร้องรัฐให้ดำเนินการให้ครบตามขั้นตอน ไม่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้พื้นที่ต่างๆ สามารถกระทำได้ง่ายขึ้น ในฐานะของนักลงทุน” นักวิชาการรายนี้ ฝากทิ้งท้าย

คงต้องยอมรับว่า “โลกนี้ขับเคลื่อนด้วยทุน” ตัวเลขทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐเป็นอย่างมาก ทว่าอีกด้านหนึ่ง..รัฐยังต้องมีหน้าที่ “ให้ความเป็นธรรม” กับทุกภาคส่วนอย่างเสมอหน้ากัน การพัฒนาต่างๆ จึงควรคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ร่วมด้วย

“มูลค่าเศรษฐกิจ” เป็นสิ่งสำคัญ..แต่ก็อย่าลืม “สิทธิ” ของคนเล็กคนน้อย!!!

 

อารีรัตน์ คุมสุข

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment