ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐานคือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ

1. การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์

2. เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์

3. พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ

5. มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทสหกรณ์ให้รุกพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและไปสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นจะต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ข้อ ด้วยกัน ได้แก่

1. ความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะที่เขามีความเป็นเจ้าของสหกรณ์คนหนึ่ง ต้องให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ลูกหนี้มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น

2. ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดูจากสัดส่วนการเงินของสหกรณ์มีการพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ตัวบ่งชี้อย่างแรกคือ อัตราหนี้สินต่อทุน ถ้าสหกรณ์มีทุนมากกว่าหนี้สินก็คือพึ่งพาตนเองได้มาก มีกำไรก็เท่ากับมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุม แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ

4. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ชั้น (Class) 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่อง แต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อ กว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่ได้แล้วเสร็จ ส่วน ชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุด ปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560″

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรอย่างมาก โดยเห็นว่าสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 เราจึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนากลุ่มอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้

สำหรับด้านตรวจสอบ จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างท่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยการตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั้งสิ้น

ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน

Leave a comment