อนุบาลรักผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

อนุบาลรักผัก

การปลูกฝังจิตสำนึก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราได้เริ่มทำตั้งแต่เด็กๆ กิจกรรมต่างๆ นี้จะถูกซึมซับไว้เหมือนผ้าขาวที่ซึมซับสีต่างๆ ได้ดี กิจกรรมจะถูกฝังไว้ในส่วนลึกๆ ของจิตใจเด็ก และจะแสดงพลังของมันในช่วงระยะเวลาที่ชีวิตยังมีอยู่ จะเป็นช่วงเวลาใดแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมของเด็กแต่ละคน ช่วงวัยอนุบาลเป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่เราจะปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับลูกหลานเราทุกคน

คอลัมน์ของเราได้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปลูกผักในเมืองหรือในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นข้างบ้านทาวน์เฮ้าส์ บนดาดฟ้าของที่ทำงาน บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันในเรื่องการใช้พื้นที่และผู้ปลูก บางเรื่องปลูกด้วยความรักการปลูก บางเรื่องปลูกเนื่องจากคำนึงถึงสุขภาพ บางเรื่องปลูกเพื่อเป็นการศึกษาทางวิชาการ ผลที่ได้ก็มีความแตกต่างกัน แต่เหมือนกันคือ ทุกคนมีความสุขจากการที่ได้ปลูกผัก ความปรารถนาของผู้เขียนเพียงต้องการให้ท่านปลูกต้นไม้สักต้นบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน ก็จะมีผลจากการปลูกต้นไม้ที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว

คุณครูสุรีย์ มุสิกะ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลรังสิมา ตั้งอยู่ เลขที่ 7/3 ซอยสุขสวัสดิ์ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร 10140 เบอร์โทรศัพท์ (081) 922-4713 Email suree.m@hotmail.co.th กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มให้เด็กอนุบาลที่โรงเรียนปลูกผักว่า “จากการได้ดูข่าวสารและชมรายการปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการเกษตร และเกี่ยวกับเรื่องการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินในชีวิตประจำวัน เป็นที่ประทับใจในพระราชกรณียกิจ จึงมีความคิดที่จะศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงได้นำนักเรียนและคุณครูระดับอนุบาล 1-3 จำนวน 60 คน เข้าชมศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก การทำปุ๋ยหมัก และการทำน้ำหมักชีวภาพ ที่บ้าน คุณครูหน่อย (Organic way) ซอยราษฎร์บูรณะ 30 กรุงเทพมหานคร

โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ตนเอง คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้ในการทำเกษตรเพื่อที่จะปลูกผักปลอดภัยไว้รับประทานเองกันที่โรงเรียน เนื่องจากพบเห็นการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักที่ไม่คำนึงถึงผู้บริโภค และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้ศึกษาหาความรู้จากสิ่งที่พบเห็น และลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และรู้คุณค่าของธรรมชาติ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังให้รู้จักการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ โดยการปลูกผักไว้รับประทานกันเองอีกด้วย”

อะไร ก็ไม่ใช่อุปสรรค

หลังจากกลับมาจากการไปดูการปลูกผักของออร์แกนิกเวย์ ก็คิดที่จะปลูกผักในพื้นที่ของโรงเรียน ปรากฏว่าพื้นที่ที่เหลือพอจะปลูกผักได้เป็นพื้นปูน แต่ที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคนั้นเปลี่ยนไป เนื่องจากการไปดูงานของจริง รู้ว่าผักสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัดและบนพื้นปูนก็ได้ แต่เราต้องมีการจัดการเรื่องภาชนะให้ถูกต้อง เท่านี้เราก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้แล้ว ความคิดที่ว่าผักปลูกได้เฉพาะบนดินและต้องยกร่องตามที่เคยเห็นตามสวนผัก ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำตามอย่างอีกแล้ว

คุณครูสุรีย์ กับคณะคุณครูก็ได้ปรึกษากันแล้วก็ลงมือทำสวนผัก โดยเริ่มต้นนำป้ายไวนิลเก่าๆ มาทำเป็นแปลงผัก เริ่มแรกได้ซื้อดินพร้อมปลูกและกาบมะพร้าวมาใช้ เนื่องจากยังไม่ได้เริ่มหมักใบไม้ และได้ใช้น้ำหมักชีวภาพราดบนแปลงให้ชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็เริ่มหว่านเมล็ดผัก แล้วนำเศษหญ้าโรยปิดบนหน้า เพื่อรักษาความชื้นของหน้าดินและกันแรงกระแทกจากการรดน้ำ ผักที่ปลูกครั้งแรกคือ ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป ส่วนแตงร้าน บวบ ถั่วพู จะเพาะเมล็ดไว้ก่อน พอต้นเริ่มงอก ประมาณ 1 คืบ จึงจะนำไปปลูกในแปลง

คุณครูสุรีย์ เล่าว่า “ในกระบวนการปลูกทั้งหมดได้ให้เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ดผัก ครั้งแรกๆ เด็กไม่กล้าจับดิน เพราะถูกสอนเรื่องสุขอนามัยไว้ แต่เมื่อเด็กเห็นครูทำให้ดู เด็กบางคนก็เริ่มกล้าที่จะทำ ต่อมาเด็กทุกคนก็เริ่มหัดจับดิน คุณครูก็จะสอนเรื่องประโยชน์ของดิน ใบไม้ตามธรรมชาติที่นำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำผัก หลังจากนั้น เด็กก็เห็นว่าเรื่องจับดินเป็นเรื่องสนุก ก็กล้าที่จะสัมผัสมากขึ้น ซึ่งการทำแบบนี้ที่บ้านแทบจะไม่มีโอกาสเลย หรือถ้าทำก็จะถูกดุว่าซุกซนเล่นของสกปรก”

เด็กๆ มีความสุข และประทับใจที่ได้ปลูกผัก ทุกๆ เช้าที่เด็กมาโรงเรียนสิ่งแรกที่ทำก็คือ ชวนกันไปดูแปลงผัก ว่าผักโตแค่ไหนแล้ว พอ บวบ แตงร้าน ออกดอก เด็กๆ ก็มาคอยเฝ้าดู เมื่อดอกหล่น เด็กก็จะเสียใจว่าดอกไม้หล่นไปแล้ว ต่อมาเด็กสังเกตเห็นว่าก้านดอกที่หล่นก็จะกลายเป็นลูก ซึ่งพวกเด็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่เขาไม่เคยเห็น จึงเฝ้าสังเกตลูกที่จะค่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ทำ

เมื่อผลของแตงร้าน บวบ และถั่วฝักยาว เก็บได้ หรือผักคะน้า ผักบุ้ง ตัดได้ เด็กหลายคนก็เสนอตัวแย่งกันจะเป็นคนเก็บ ผลผลิตที่พวกเขาเฝ้าคอยรดน้ำ เฝ้าคอยสังเกตมาหลายสิบวันด้วยความภาคภูมิใจ คุณครูก็จะให้นักเรียนทุกคนวัดความยาวของผลทั้งหมด และมีการชั่งน้ำหนักผล เป็นการสอนเรื่องการชั่ง ตวง วัด กันไปในตัว นอกจากนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ในลักษณะของผล บวบ แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นต่อการเรียนรู้มากกว่าการเรียนการสอนธรรมดาในห้องเรียน ซึ่งเด็กๆ จะชอบกันมาก

รับประทานทุกอย่างที่ปลูก

คุณครูสุรีย์ บอกว่า “พืชผักที่เราปลูกได้ในโรงเรียน หลังจากได้นำมาเป็นสื่อการสอนในชั้นเรียนแล้ว จะนำมาปรุงเป็นอาหารมื้อเที่ยงสำหรับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน สำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับเขา และจากเด็กที่ไม่ค่อยรับประทานผัก ก็จะเริ่มหัดรับประทานผักที่เขาปลูกขึ้นมาเองด้วยความภาคภูมิใจ พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็แปลกใจว่า ลูกๆ ของเขาหันมารับประทานผัก ในตอนแรกๆ ก็จะเป็นผักชนิดเดียวกับที่ปลูกที่โรงเรียน แต่ต่อมาเด็กๆ ก็เริ่มรับประทานผักได้หลายชนิดมากขึ้น มีเด็กบางคนไม่เคยรับประทานผัดมะละกอใส่ไข่และหมูสับ แต่ได้รับประทานจากโรงเรียนไป พอกลับไปบ้านก็ขอให้ทางบ้านผัดมะละกอแบบที่โรงเรียนให้รับประทาน เด็กบางคนชอบผัดถั่วงอก ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่รับประทานเลย”

ความตั้งใจที่จะทำต่อ

ความตั้งใจของคุณครูสุรีย์ในเรื่องการปลูกผักนี้ คุณครูสุรีย์ บอกว่า “เริ่มต้นจากการลองผิดลองถูก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 ปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีแล้ว เราได้ประสบการณ์มามากมาย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ที่ให้ความสนใจในเรื่องธรรมชาติรอบตัวมากกว่าแต่ก่อน ผู้ปกครองก็เริ่มจะสนใจ เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของลูกหลานตัวเอง จึงคิดว่าจะปลูกผักไปเรื่อยๆ เพราะการปลูกผักหรือคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ทำให้มีความสุข เป็นการผ่อนคลายจากสิ่งต่างๆ สมาชิกได้มานั่งคุยกัน สับกาบมะพร้าวไปด้วย ยิ่งถ้าเปิดเพลงเบาๆ ยิ่งดีมาก ทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่อยากจะทำเพิ่มขึ้นอีกก็คือ การเพาะเห็ด และการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ส่วนผลผลิตที่ได้ในปัจจุบันเพียงพอแค่นำมาประกอบอาหารให้นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนได้รับประทานเท่านั้น ถ้าผลผลิตมีปริมาณที่มากขึ้นจะแจกจ่ายและจำหน่ายให้บุคลากรและผู้ปกครองต่อไป”

ความมุ่งมั่นที่จะปลูกผักขึ้นในหัวใจน้อยๆ ของเด็ก ของคุณครูสุรีย์ ได้ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ปรากฏผลโดยใช้เวลาไม่นาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นความทรงจำที่ดีของเด็กที่จะติดตัวไปตลอด เมล็ดพันธุ์พืชสีเขียวได้ถูกปลูกขึ้นในใจเด็ก รุ่นต่อรุ่น ความหวังเรื่องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเด็กรุ่นใหม่ของคนไทยได้ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นอย่างประณีตที่อนุบาลรังสิมา

Leave a comment