เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

การประชุมสภาศาสนาโลก (The Parliament of the World”s Religions.) มีขึ้น เมื่อ วันที่ 15-19 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ (The Salt Palace Convention Center) เมือง Salt Lake City รัฐ Utah มีนักการศาสนาและผู้สนใจเรื่องศาสนา พากันมาประชุม มีจำนวนถึง 9,000 กว่าคน จาก 80 ประเทศ 50 ศาสนาและความเชื่อ

เมื่อเปิดประชุม วันที่ 15 ตุลาคม 2558 วันต่อๆ มา ก็มีรายการประชุมกลุ่มย่อยยาวเหยียดถี่ยิบตลอดเวลา ตั้งแต่ 07.00-21.00 น. เพื่อให้ศาสนิกแต่ละกลุ่ม ศาสนาทั้งจากศาสนาเดียวกันและต่างศาสนาได้ร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนและของเพื่อนร่วมโลกให้ลึกซึ้งมากขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการหรือนักการศาสนาของแต่ละศาสนา โดยการจับประเด็นทางวิชาการที่ยกขึ้นมาอภิปรายกัน แล้วไม่กระทบกระทั่งกัน

ทางฝ่ายจัดรายการจะจัดห้องประชุมกลุ่มย่อยไว้อย่างเพียงพอ ไม่ขาดตกบกพร่อง มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวนมากสวมเสื้อสีเขียว เขียนตัวหนังสือสีขาวว่า สภาศาสนาโลก (The parliament of the World”s Religions.) ซึ่งใครต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด อาสาสมัครเหล่านี้สามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยใช้วิธีประสานงาน ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีโอกาสมาประชุมระดับโลก สิ่งที่ได้รับคือ ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม ปลุกเร้าแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ เพิ่มพลังงานด้านจิตใจที่จะทำให้ใฝ่หาความรู้ต่างๆ ต่อไป

คณะสงฆ์ไทยที่เข้าร่วมประชุมในคราวนี้มี 14 รูป มีพระราชพุทธิวิเทศประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ พระภิกษุสงฆ์ที่ไปร่วมส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เวลาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเรื่องใดๆ มักจะไปกันเป็นกลุ่ม สีผ้ากาสาวพัสตร์ หรือธงชัยพระอรหันต์นั้นโดดเด่นสะดุดตาชาวโลกที่ได้พบเห็น วันหนึ่งขณะที่รอการประชุมภาคเย็นอีกรอบหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์นั่งกันเป็นกลุ่ม ไม่นานนักก็เริ่มมีคนมาขออนุญาตถ่ายภาพ

พระภิกษุสงฆ์ไทยก็อนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยดี พร้อมกันนี้ก็นั่งกันเป็นแถว ในชั่วพริบตาช่างถ่ายภาพทั้งกล้องน้อยกล้องใหญ่ ทีวีช่องต่างๆ พากันมาเก็บภาพกันเป็นการใหญ่

กระแสการเก็บภาพพระภิกษุสงฆ์ไทยยังมีอย่างไม่ขาดสาย พระสงฆ์จึงพากันสวดกรณียเมตตสูตรดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น คราวนี้ใครๆ ก็ทยอยมาฟังสวด มาถ่ายภาพกันมากกว่าเดิม

เมื่อพระภิกษุสงฆ์สวดมนต์จบ ก็มีคนมาถ่ายภาพไม่ขาดสาย พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดส่งยิ้มทักทายด้วยมิตรภาพแก่ทุกคนที่ผ่านมา เสียงสวดมนต์สะกดคนที่เดินผ่านไปมาให้มีทีท่าอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็นั่งลง บ้างก็พนมมือด้วยศรัทธา ที่นั่งหลับตาฟังนิ่งๆ ก็มี คนที่ต้องเดินผ่านก็เดินผ่านไปด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น

เมื่อถ่ายภาพกันค่อนข้างจะทั่วถึงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็ขอตัวมิตรสหายธรรมจากทั่วโลกเดินเข้าห้องประชุมรอบต่อไปที่จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับศาสนาเชน ซึ่งวิทยากรได้แสวงหาจุดร่วมอย่างสวยงามว่า ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาเชนล้วนสอนเรื่องการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตและสอนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติพืชและสัตว์อย่างครบถ้วน

อาตมาได้ร่วมเสริมธรรม เสริมปัญญาว่า ศาสนาที่มีกำเนิดในอินเดีย มีคำว่า ธรรมะเป็นคำร่วม ซึ่งมีความหมายมากมาย ในที่นี่ขอยกความหมายของธรรมะที่หลวงพ่อพุทธทาสได้ให้ไว้สี่ความหมายว่า

1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

2. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ

3. ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติ

4. ธรรมะ คือ ความรอดทั้งกายและจิตอันเกิดจากการปฏิบัติถูกต้องในทุกขั้นตอนของชีวิต

ศาสนาที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งธรรมชาติเช่นนี้ ย่อมเห็นคุณค่าของสรรพชีวิต ธรรมชาติ ว่ามีความเชื่อมโยงกันอาศัยกันและกันอย่างใกล้ชิดในระบบอิทัปปัจจยตา แล้วจะช่วยกันดูแลรักษาชีวิต ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง เพราะชีวิต คือธรรมชาติ ธรรมชาติ คือชีวิต ผลแห่งการมองเห็นเช่นนี้จะนำไปสู่ความสามัคคี มีเอกภาพ และความยั่งยืนของโลกสืบไป

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า บุคลิกที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสำรวมระวังและความเมตตากรุณา เป็นที่สะดุดตาของคนที่ได้พบเห็น ทุกคนที่เข้ามาสนทนาล้วนรู้สึกดีใจตื่นเต้น เพราะอาจจะเคยได้ทราบข้อมูลว่า ในพระพุทธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่เคยพบสนทนา ครั้นได้พบสนทนากันจริงๆ ก็น่าสนใจ ให้ความเคารพ มีความรู้สึกเป็นสุขผ่อนคลายไม่เครียด

ทำให้นึกถึงพระปฐมพุทธโองการว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพื่อการอนุเคราะห์ชาวโลกนั้น เป็นการแสดงถึงอนาคตังสญาณ (คือญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้) โดยแท้

เพราะพระองค์ตรัสว่า ชาวโลกตั้งแต่คนในโลกยังมิได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กันง่ายดายอย่างปัจจุบันนี้ แสดงว่าพระองค์ทราบชัดว่า ในอนาคต พระพุทธศาสนาจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วโลก เพื่อดับทุกข์ดับโศกแก่มหาชนมากขึ้นๆ ทุกวัน

การที่พระภิกษุสงฆ์มาประชุมคราวนี้ เป็นการมาประชุมเป็นส่วนบุคคลที่มิได้มาในนามตัวแทนพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก็ภูมิใจในนามของคนไทยที่เข้ามาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทั่วโลก และได้ช่วยกันแจกรอยยิ้มสยามแก่ทุกคนที่ได้เข้ามาพบปะสนทนาด้วยจนหลายคนบอกว่า อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีสันติ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบพร้อมมูล

แม้ตรรกะเช่นนี้จะขัดกับความจริงอยู่บ้าง แต่มีส่วนจริงไม่น้อย เพราะหากมองโดยโครงสร้างทั่วๆ ไป ชาวพุทธก็มิได้กระหายสงครามหรือมุ่งร้ายแก่ใครๆ จริงๆ ความขัดแย้งที่มีอยู่บ้างก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ฝึกฝนตนเองยังไม่ถึงที่สุดก็ฝึกฝนกันต่อไป ก็ขอขอบใจเพื่อนร่วมโลกที่มองประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราบนพื้นฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อกัน

บรรยากาศการประชุมกลุ่มย่อยและปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมโลก เต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน ปราศจากความรู้สึกตึงเครียดหรือขัดแย้ง หัวข้อที่ตั้งขึ้นมาเสวนากัน ล้วนเป็นการแสวงหาจุดร่วมที่จะนำความสงบเยือกเย็นสู่จิตใจของเพื่อนร่วมโลก

วลีเด็ดที่ทุกวงสัมมนาหรือแม้แต่วันเปิดงานที่ประธานเปิดงาน รวมทั้งแขกรับเชิญต้องพูดกันแบบขาดไม่ได้คือ Friendship มิตรภาพ Harmony สามัคคี Unity เอกภาพ Many faiths – One family, หลายศาสนา ครอบครัวเดียวกัน Justice ความยุติธรรม Peace สันติภาพ และ Global sustainability ความยั่งยืนของโลก Blissfulness and happiness ความสุข

หรือ ก่อนจะถึงวันปิดงาน 1 วัน มีรายการร้องเพลงศาสนาจากศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ก็มีการแต่งเพลงให้เด็กจากทุกศาสนามาร้องร่วมกัน โดยขึ้นต้นและย้ำหลายๆ ครั้งว่า I am the one. We are the one. ฉันเป็นหนึ่งเดียวกับเธอ หรือ พวกเราล้วนเป็นหนึ่งเดียว

เนื้อหาที่ผู้ใหญ่นำมาพูดกัน หรือเนื้อเพลงที่เด็กจากทั่วโลกมาร้องร่วมกัน มุ่งไปสู่ความสามัคคีและสันติภาพ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกสันติและเป็นสุขท่ามกลางความแตกต่างในทุกๆ ด้าน

การประชุมสภาศาสนาโลก น่าจะเป็นอีกหนึ่งความหวังที่มนุษย์เห็นโทษของสงครามที่เกิดมาจากความเกลียดชัง เอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว แล้วเปลี่ยนมาขุดค้นของดีๆ ของตนๆ ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณผ่านศาสนธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่ล้วนแต่ส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้เป็นอย่างดี

มีการพูดกันมากว่า จะต้องปฏิรูปจิตวิญญาณขนานใหญ่ที่เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นความรัก จากความรู้สึกแบ่งแยกเป็นความรู้สึกร่วมกัน จากความเห็นแก่ตัวสู่ความเห็นแก่ส่วนรวม จากความดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นความเข้าใจ เห็นใจและอภัยในข้อจำกัดของมนุษย์แต่ละคนที่ต่างกัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ความรู้สึกเห็นใจและอภัยก็ตามมา การอยู่ร่วมกันแบบไม่ต้องสะดุ้งผวาก็ขยายกว้างออกไป

จากการสัมผัสบรรยากาศการประชุมและบรรยากาศแห่งการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันแบบอิสระตามอัธยาศัยพบว่า มนุษย์ทั่วโลกมีพื้นฐานแห่งจิตที่ดีงาม หากช่วยกันนำศาสนธรรมในแง่มุมที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้มาเป็นวิถีหรือวัฒนธรรมโลกร่วมกัน มนุษย์ยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า โลกใบนี้จะมีวันสงบ มนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน มาจากธรรมชาติเดียวกัน ดำรงอยู่ด้วยธรรมชาติและสุดท้ายก็ต้องจากไปรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

เมื่อมนุษย์ที่ใจมีศาสนา ทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ทั้งในส่วนตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติแล้วขยายไปทั่วโลก ศาสนธรรมของทุกศาสนาต้องนำพาความสงบสุขมาสู่ศาสนิกของตนตามสมควรแก่ธรรมอย่างแน่นอน

Leave a comment