ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160517/227855.html
‘วิษณุ’ติง’เดวีย์’ต้องระวังคำพูดส่วนตัว อาจกลายเป็นเรื่องของประเทศ
เมื่อวันที่17พ.ค.59 เวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ว่าเป็นห่วงนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย หรือไม่ กรณีระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่12พ.ค.ที่ผ่านมา จนถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดมารยาททางการทูตว่า “ห่วง เพราะปกติแล้วทูตพูดอะไรก็ตาม ผมเข้าใจหัวอกของท่าน เพราะผมก็เคยเจอมาแล้ว บางทีการที่เราพูดอะไรเป็นเรื่องของเรา แต่กลายเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือของประเทศไป ยิ่งหากเป็นทูตพูดก็จะกลายเป็นเรื่องของประเทศไป เพราะฉะนั้นจึงต้องระวัง”
ฮึ่มหน่วยงานไม่ปฏิบัติตามแนวทางเจอโทษ
นายวิษณุ กล่าวถึงหลักเกณฑ์ควบคุมการจัดหลักสูตรอบรมของหน่วยงานต่างๆ ที่มีปัญหามากมาย ว่า ไม่ได้ออกเป็นระเบียบ แต่ออกเป็นแนวทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาแล้วปรับตัวเองให้เข้ากับแนวทางนั้น เราเพียงวางหลักเกณฑ์ให้ไว้ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติ ถามว่าหากไม่ปฏิบัติได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามแนวทาง ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงบประมาณจะตัดงบประมาณหน่วยงานนั้นที่ไม่ทำตาม
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางวินัยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็คงจะได้เห็น เพราะพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน มาตรา 84 บัญญัติว่าผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติครม.ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย ซึ่งก็ลองดู
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนแนวทางดังกล่าวจะแก้ปัญหาคอนเน็กชั่นที่ฝังรากลึกที่เป็นต้นต่อของหลายปัญหาได้หรือไม่นั้น บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา บางเรื่องแนวทางดังกล่าวมันเอาอยู่แน่ แต่เรื่องคอนเน็กชั่น มันเหมือนกฎหมายทั้งหลาย ขนาดออกกฎหมายห้ามจอดรถในที่ห้ามจอด แล้วทำไมถึงยังจอด ห้ามฆ่าคนทำไมถึงยังฆ่าคน เพราะฉะนั้น ที่ห้ามไปจัดอะไรที่เป็นคอนเน็กชั่น ไม่พึงประสงค์ แล้วโทษแนวทางดังกล่าวเฮงซวย มันไม่ใช่ ทุกอย่างมันมีคนฝ่าฝืนได้ แต่ตนเชื่อว่าคงจัดการได้ โดยเฉพาะกับข้าราชการ ทั้งนี้ แม้แนวทางดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงหลักสูตรอบรมที่จัดโดยองค์กรอิสระ แต่ได้ประสารให้ดำเนินการโดยอนุโลม และเท่าที่ตนได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา ต่างก็ยินดีปฏิบัติตาม
เผยปปง.รู้ช่องทางเอาเงินค่าโง่คลองด่านงวดแรกคืน
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กรมควบคุมมลพิษระงับการชำระเงินให้กับกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG งวดที่2และ3 ในคดีก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ไปก่อนว่า การที่ได้ชำระงวดแรกไปถือว่าจบไปแล้ว แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป มันมีวิธีการ ยังไม่ต้องพูดในตอนนี้ ส่วนรัฐจะได้เงินคืนหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ยังไม่ขอพูดในส่วนนี้ เพราะของที่จ่ายไปแล้ววิธีที่จะเอากลับมาเป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่งวดที่ยังไม่ได้จ่ายมันเป็นอีกวิธีหนึ่ง คนละเรื่องอย่าเอามาปนกัน และเหตุที่ต้องให้ระงับการจ่ายงวดที่2 และ3ก่อน เพราะก่อนหน้านี้ครม.เคยมีมติให้จ่ายเงินเป็น3งวด เมื่อมีการระงับการจ่ายจึงต้องมีมติออกมา ไม่เช่นนั้นกรมควบคุมมลพิษจะผิด
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่ให้กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณาคดีก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านใหม่เนื่องจากเป็นผู้เสียหาย เหตุที่ไม่ให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ยื่นเพราะกรมควบคุมมลพิษเป็นคู่สัญญา ไปคุยเรื่องประนีประนอมกับเขาไว้ในการผ่อนชำระ3งวด การจะบอกว่าขอเลิกไม่จ่ายจะกลายเป็นคนผิดสัญญาเจรจาไป ส่วนอายุความในการฟ้องศาลปกครองนั้นมีเวลา90วัน ตั้งแต่วันที่รู้หรือควรรู้ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการ
นายวิษณุ กล่าวว่า ทั้งนี้ ปปง.มีระยะเวลาในการอายัดสิทธิ์ในการเรียกร้องหนี้ของกลุ่มกิจการร่วมค้าNVPSKG จำนวน90วัน แต่มีเวลาให้เขาชี้แจง30วัน ถ้าฟังไม่ขึ้นปปง. ต้องฟ้องศาล เพื่อขอยึดทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน โดยระหว่างคดีอยู่ในชั้นศาล ทรัพย์นั้นก็ยังถูกอายัดอยู่จนกว่าคดีจะจบ ซึ่งการที่เขาจะมาเอาเงินของเขาได้นั้นต้องรอศาลตัดสิน
ฉุนบางสื่อนำเสนออ้างคำพูดให้รับร่างรธน.
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประเด็นที่ระบุให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง ว่า “ผมจะขอต่อว่าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ผมไปอ่านเจอ แต่ขอไม่บอกว่าฉบับไหน การที่นายมีชัยจะเคยพูดหรือไม่เคยพูดว่ารับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลังก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ผมไม่เคยพูดแน่ แล้วก็มีคนไปพูดไปถามนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าผมและนายมีชัยบอกว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ ซึ่งนายสมชายก็ระบุว่าไม่อยากพูดถึง 2 คนนี้ ซึ่งผมยืนยันว่าไม่เคยพูดเลย และพูดคล้ายๆ กันก็ไม่เคยพูด”
นายวิษณุ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนเดินทางไปต่างประเทศว่า ต้องการที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ รวมถึงสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจพร้อมตอบคำถามในเรื่องรัฐธรรมนูญ โดย คสช.อนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาทำความเข้าใจ ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ที่สโมสรทหารบก ซึ่งตนจะเป็นตัวแทนรัฐบาล และนายมีชัยจะไปเอง โดยเป็นตัวแทนกรธ. รวมถึงผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ก็จะไปตอบคำถามและชี้แจงให้กับพรรคการเมืองด้วย ทั้งนี้จะอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังได้ แต่จะมีการจำกัดในการตั้งคำถามของสื่อมวลชน เพราะเราจัดลำดับให้กับพรรคการเมืองก่อน ตนเห็นว่าเวทีนี้จะเป็นการส่งสัญญาณในการผ่อนคลายอะไรบางอย่าง เพราะในเวลาปกติพรรคการเมืองจะมานั่งด้วยกันอย่างนี้ไม่ได้ ส่วนพรรคการเมืองจะมาหรือไม่ก็คงแล้วแต่เขาแล้ว ซึ่งหากเวทีนี้มีคนสนใจมากก็อาจจะมีเวทีต่อไป
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลมีดำริที่จะให้มีเวทีดีเบตข้อดีของรัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบมีเพียงแต่สิ่งที่นายกฯ สั่งการมา แล้วพล.อ.ประวิตรก็ไปดำเนินการ และตนได้รับการติดต่อจากกกต. ให้รัฐบาลส่งตัวแทนไป 1 คน
แจงตั้งเลขาฯปปง.คนใหม่
นายวิษณุ กล่าวถึงเหตุผลที่ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่24/ 2559 ตามอำนาจมาตรา 44 แต่งตั้งพล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ว่า ในคำสั่งระบุไว้ชัดเจนว่าเนื่องจากเลขาปปง.ครบวาระลง และดำรงตำแหน่งต่อไม่ได้ และได้ใช้วิธีรักษาการแทน แต่จะให้รักษาการต่อนานเกินไป จะไม่เหมาะในสายตาของระบบราชการและต่างประเทศจะมองว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่าแล้วทำไมจึงไม่ตั้งคนใหม่นั้น เป็นเพราะกฎหมายเขียนไว้ว่าจะต้องตั้งกรรมการเพื่อไปวางหลักเกณฑ์สรรหาและมีต้องมีกระบวนการในการสรรหา จากนั้นต้องนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)และส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ซึ่งจะใช้เวลายาวหลายเดือน อีกทั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ที่ต้องประชุมวางหลักเกณฑ์ มีการเปิดรับสมัครบุคคล ตรวจคุณสมบัติ และดำเนินการจนจบกระบวนการสรรหาแล้วจึงนำเรื่องเข้าให้กรรมการปปง.ชุดใหม่พิจารณาต่อไป เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าขั้นตอนดังกล่าวคิดว่าไม่ไหวเพราะกระบวนการจะยาว ขณะเดียวกันถ้าจะให้รองเลขาฯปปง.ซึ่งเป็นซี 9 ขึ้นมารักษาการแทน พ.ต.อ.สีหนาท ที่ได้ปรับขึ้นไปเป็นซี 11 ก็ไม่ได้ เพราะรองเลขาฯยังปรับตำแหน่งขึ้นมาเป็นซี 10 ไม่ทัน ดังนั้น การจะให้ซี 9 ขึ้นเป็นเลขาฯ ขึ้นซี 11 ก็ยังทำไม่ได้
นายวิษณุ กล่าวว่า ทั้งนี้ พล.ต.อ.ชัยยะ ซึ่งคสช.เป็นผู้คัดเลือกให้มาดำรงตำแหน่งเลขาฯนั้น มีตำแหน่งมีอายุราชการแค่ 1 ปี หากรอให้กรรมการสรรหาวางหลักเกณฑ์ แต่กว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จต้องใช้เวลาร่วม 1 ปี หากรอถึงตอนนั้นพล.ต.อ.ชัยยะ จะเกษียณอายุราชการพอดี ดังนั้น เมื่อติดขัดจึงต้องใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาตรงนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่คสช.เลือกพล.ต.อ.ชัยยะ ขึ้นมาทำหน้าที่ มีเบื้องหลังอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่มีเบื้อหลัง อาจเป็นเพราะทำงานแบบนี้ได้ถนัด โดยมีเวลาทำงาน 1 ปี
