ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160517/227782.html
เรทติ้งรายการนายกฯตก‘ประยุทธ์’คิดยังไง? : ทีมข่าวไพรม์ไทม์
เวลา 2 ทุ่มของคืนวันศุกร์ เป็นเวลาที่ในวงการทีวีเรียกว่า ไพรม์ไทม์ คือเวลาที่ดีที่สุด จะเป็นรายการที่สามารถเรียกเรตติ้งคนดูได้มากที่สุด ยิ่งมีทีวีดิจิทัล 24 ช่อง พร้อมใจกันถ่ายทอดสด แต่ก็มีคำถามใหญ่พอควรว่า ทำไมรายการคืนความสุขให้คนในชาติของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ช่วงเวลาไพรม์ไทม์นี้ จากเดิมเมื่อ 2 ปีที่แล้วเรตติ้งพุ่งกระฉูด ทั้งด้วยน้ำเสียง ลีลา ของนายกรัฐมนตรี “ลุงตู่” ทำให้กลายเป็นขวัญใจของคนไทยในช่วงเวลานั้น
แต่พอมาวันนี้ รายการที่เรตติ้งเคยสูงลิ่วถึงตกฮวบ และนายกรัฐมนตรี มีความรู้สึกอย่างไรกับคะแนนนิยมของตัวเองที่ค่อยๆ ลดลง คงต้องยอมรับกันว่า การทำสงครามข่าวสารเชิงรุกกับประชาชนของนายกรัฐมนตรี ผ่าน 2 รายการสำคัญ คือ “เดินหน้าประเทศไทย” เวลา 18.00 น. และรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทุกคืนวันศุกร์ เวลา 20.15 น. ที่ออกอากาศหลังการรัฐประหารเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ช่วงแรกๆ ของรายการคืนความสุขให้คนไทย ด้วยลีลานำเสนอด้วยภาษาชาวบ้าน แถมด้วยลูกสร้อยที่เรียกเสียงฮาได้ ทำให้ “ลุงตู่” กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศไปโดยปริยาย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ด้วยรูปแบบของรายการที่ไม่เคยเปลี่ยน บวกกับหลายปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาล ทำให้เรตติ้งของทั้ง 2 รายการตกอย่างรวดเร็ว
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการ จากที่เคยโชว์เดี่ยว ยืนพูดบนโพเดียม มาเป็นนั่งตอบคำถามของผู้ดำเนินรายการ ที่จะสลับกัน 3 คน คือ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร.ต.หญิง ปริยา เนตรวิเชียร ผู้ประกาศข่าวช่อง 5 และ เขมสรณ์ หนูขาว ผู้ประกาศข่าวไทยรัฐทีวี หรือกระทั่ง ปรับลุค เสื้อผ้าหน้าผม จากชุดทหารเต็มยศ มาใส่สูท ผูกไท ปรับฉากหลัง ใส่เพลงประกอบ
ขณะที่รายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งรายการ ที่ คสช.มุ่งหวังใช้เป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารกับประชาชน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากให้รัฐมนตรี มานั่งสัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบายของกระทรวง มาเป็นรายงานพิเศษ ที่ให้ 6 ช่องสถานีร่วมผลิตรายการด้วยกัน คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่องเอ็นบีที และช่องไทยพีบีเอส หรือจัดรายการสัญจรทั่วประเทศ ยกกองถ่ายไปคุยกับชาวบ้านในพื้นที่
แต่ดูเหมือนว่า รูปแบบทั้ง 2 รายการ ยังไม่โดนใจประชาชน ไม่สามารถฉุดเรตติ้งให้กลับมาเหมือนเดิมได้
ตัวเลข เรตติ้ง เมื่อ 2 ปีก่อน ที่คะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีในรายการนี้ เคยพุ่งสูงลิ่ว ถึงระดับ 8-9 แต่ผ่านมาได้ปีเดียว เรตติ้งก็ต่ำลงๆ จนมาถึงปัจจุบันนี้ อยู่ในระดับไม่ถึง 1 แถมทั้ง 2 รายการ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปแบบนำเสนอที่จืดชืด เป็นการสื่อสารของคณะนายทหารที่ยึดอำนาจในแบบเดิมๆ ที่พยายามอัดข้อมูลข่าวสารจนเกินความต้องการของประชาชน
นายกรัฐมนตรีเคยแสดงอาการหงดุหงิดเรื่องเรตติ้ง ถึงขนาดกล่าวตัดพ้อกลางเวทีการประชุมคณะกรรมการโครงการสานพลังประชารัฐ เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า มีคนเข้าไปดูเพจรัฐบาลแค่ 2 หมื่น แต่ยอดไลค์เพจของ “เน วัดดาว” ที่โชว์ความพยายามยิงตัวเอง กลับมียอดไลค์มากกว่าล้าน
แหล่งข่าวจาก คสช.วิเคราะห์ปัญหานี้ และบอกกับไพรม์ไทม์ว่า เหตุที่เรตติ้งตก ส่วนหนึ่งเพราะรายการใช้เวลานาน บางครั้งเป็นชั่วโมง ทำแฟนคลับของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เริ่มจากชอบกลายเป็นเบื่อ หรือบางรายถึงกับปิดทีวีไปเลยก็มี บางคนเป็นแฟนละคร ก็สะท้อนให้ฟังว่าอยากดูหนังคลายเครียดมากกว่า
แหล่งข่าวบอกด้วยว่า ปัญหาอีกส่วน ที่ส่งผลกระทบต่อเรตติ้งรวมของรัฐบาล คือ ปัญหาทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ การจับกุมผู้คัดค้านการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายการเมืองนำไปขยายผลว่ารัฐบาลลิดรอนเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก จนต่างชาติเข้ามาบีบรัฐบาลในประเด็นสิทธิมนุษยชน
“ผมรู้สึก เฉยๆ ครับ” เป็นคำตอบสั้นๆ ของนายกรัฐมนตรี ที่บอกกับคนใกล้ชิด และถ่ายทอดมาไพรม์ไทม์ถึงประเด็นเรตติ้งของทั้ง 2 รายการ ที่ตกลง
ไพรม์ไทม์ ได้สอบถามคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี และได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมถึงความรู้สึกเฉยๆ ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นเพราะนายกฯ ไม่ได้สนใจเรตติ้ง แต่สนใจว่าการนำเสนอจะทำอย่างไร ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล และ คสช.มากที่สุด
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า การปรับรูปแบบรายการน่าจะทำให้ประชาชนติดตามมากขึ้น เพราะเป็นความแปลกใหม่ในการนำเสนอ ซึ่งการปรับในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องเรตติ้ง แต่รัฐบาล และ คสช.อยากสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่รัฐบาลและ คสช.ทำมากกว่า
ขณะที่มุมมองจากนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน อย่าง ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการ มีเดีย มอนิเตอร์ มองว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประชาชนไม่ดูรายการ ทั้งรูปแบบของรายการ ช่วงเวลาในการออกอากาศไม่เหมาะสม เป็นการบังคับดู และเนื้อหาของรายการที่ยาวเกินไป และมีประเด็นที่ประชาชนไม่อยากรู้
ผู้อำนวยการ มีเดีย มอนิเตอร์ บอกด้วยว่า หากจะปรับรายการให้คนสนใจเพิ่มขึ้น ต้องเลิกบังคับดูด้วยการออกอากาศทุกช่อง และควรย้ายเวลาออกอากาศเพราะเป็นช่วงที่คนกำลังพักผ่อน สำหรับประเด็นต้องเป็นเรื่องที่ประชาชนอยากรู้และสื่อต้องการคำตอบ อีกทั้งนายกฯ ต้องปรับบุคลิกตัวเอง รวมทั้งทีมงานนายกฯต้องกล้าเสนอ
