2ปียึดอำนาจของคสช.เจาะใจคีย์แมนบนโต๊ะเจรจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160522/228100.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559
2ปียึดอำนาจของคสช.เจาะใจคีย์แมนบนโต๊ะเจรจา

รายงาน2ปีการยึดอำนาจของคสช. เจาะใจคีย์แมนบนโต๊ะเจรจา วันนั้นจะมีจุดเปลี่ยน..หรือไม่? : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี

           เช้ามืดวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศกฎอัยการศึกหลังเกิดเหตุวุ่นวายหลายเดือน บางฝ่ายมองว่ามันคือสัญลัษณ์ของการยึดอำนาจ รอเพียงว่าจะเกิดขึ้นวันและเวลาใดอย่างเป็นทางการ

22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.30 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าคณะได้ทำการรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะการเจรจา 7 ฝ่ายในช่วงวันที่ 21-22 พฤษภาคม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เชิญมาหารือ ประกอบด้วย ตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนวุฒิสภา ตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และตัวแทนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้

ช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจประกาศยึดอำนาจนั้น เป็นนาทีสำคัญหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์สอบถามนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลว่า “ตกลงรัฐบาลยืนยันไม่ลาออกทั้งรายบุคคลและทั้งคณะใช่หรือไม่” ซึ่งนายชัยเกษมตอบว่า ”นาทีนี้ไม่ลาออกและต้องการดำเนินการต่อจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย”

พล.อ.ประยุทธ์จึงตอบกลับว่า “หากเป็นแบบนี้ ตั้งแต่นาทีนี้ผมยึดอำนาจการปกครอง”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 2 ปีที่คสช.ยึดอำนาจ หากสามารถย้อนเวลาไปได้ แกนนำบางฝ่ายมองสถานการณ์และมีคำตอบไว้สำหรับสามคำถามนี้อย่างไร

1.การประชุม 7 ฝ่ายในวันแรกซึ่งไม่มีข้อยุติ พล.อ.ประยุทธ์ให้การบ้าน 5 ข้อ และนัดมาหารือใหม่ในอีก 1 วันต่อมา ช่วงนั้นแต่ละฝ่ายเตรียมคำตอบไว้อย่างไร

2.ในการประชุมวันที่สอง ถ้าจะมีจุดเปลี่ยนไม่ให้มีการยึดอำนาจคืออะไร และมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

3.ตอนนี้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองและกลุ่มการเมืองในสายตาคสช. โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ และ 2 กลุ่มผู้ชุมนุมจะไปด้วยกันไม่ได้ และดูเหมือนว่าหลังการเลือกตั้ง คสช.จะยังคงมีบทบาทอยู่เหนือการเมือง บรรยากาศแบบนี้ อนาคตของประเทศจะไปในทิศทางใด และท่าทีของแต่ละฝ่ายจะเป็นเช่นใด

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยและอดีตเลขาธิการกปปส.

คำตอบที่หนึ่ง “การหารือกันในวันแรกไม่มีทางออก ส่วนเหตุการณ์วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผมมองบรรยากาศในวันนั้นแล้วมันไปต่อได้ยาก ผมเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ขอให้นปช.-กปปส.คุยกัน เผื่อมีความเป็นไปได้ ผมเสนอว่าบ้านเมืองมาถึงขั้นนี้ ร่วมมือกันดีกว่า คือจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน โดยหาคนกลางมาเป็นนายกฯ นปช.ถามผมว่า คนกลางคือใคร ผมบอกว่า คนกลางคือ พล.อ.ประยุทธ์ หากเป็นแบบนี้ประชาชนจะร่วมมือ ปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ ปฏิรูปประเทศ และเขียนรัฐธรรมนูญ จากนั้นจึงเลือกตั้ง แต่นปช.ต้องรอคำสั่งและคงรับเรื่องไม่ได้ ผมก็กลับมารายงานที่ประชุมว่า คุยกันแล้ว แต่ไม่สำเร็จ”

คำตอบที่สอง “ทางออกอื่นๆ นอกเหนือการยึดอำนาจ มันยาก ครม.ยืนยันไม่ลาออก ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นสุดคือ ครม.ต้องลาออกไป ขอให้ประชาชนตั้งรัฐบาลใหม่ ผมไม่ใช่คนที่เรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ แต่ผมเข้าใจทหารว่า วันนั้นไม่มีทางเลือกอื่น ผมจึงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ว่า ควรทำให้บรรลุผลตามเจตนาของประชาชน”

คำตอบที่สาม “อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าสองพรรคใหญ่เดินกันไปคนละทิศทาง เพราะในแนวทางประชาธิปไตย หากสองพรรคใหญ่เดินไปคนละทาง มันไม่อันตราย แต่ถ้าสองพรรคใหญ่มองมุมเดียวกันแบบนี้อันตราย ผมหวังว่าสองพรรคใหญ่คงไม่รวมตัวกันสู้กับกองทัพ มันคาดเดายากว่า พรรคใดจะชนะเลือกตั้ง แต่คนการเมืองต้องปรับปรุงตัวให้สอดคล้องเจตนาประชาชน พวกเรามีโอกาสที่จะเห็นว่าพรรคการเมืองจะเป็นของประชาชน โดยประชาชนมีส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ผมยังหวังว่าการเมืองจะดีขึ้น สถานการณ์ข้างหน้า ผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์รักษาคำพูดและทำตามโรดแม็พ หลังการเลือกตั้งทุกอย่างต้องเรียบร้อย”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

คำตอบที่หนึ่ง “ก่อนการประกาศกฎอัยการศึกนั้น ผมบอกสังคมไปแล้วว่า ไม่ต้องการให้ประเทศเข้าสู่การรัฐประหาร ประเทศควรเริ่มต้นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ผมเสนอแผนให้รัฐบาลในตอนนั้นว่าควรเปิดทางให้มีรัฐบาลชั่วคราวเพื่อวางรากฐานการปฏิรูปและนำประเทศกลับสู่การเลือกตั้ง แต่ต้องได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะพรรครัฐบาลในตอนนั้นว่า หากอยากรักษาประชาธิปไตยควรคิดหาทางออกแบบนี้ แต่ฝ่ายรัฐบาลในตอนนั้นปฏิเสธ”

คำตอบที่สอง “จุดหลักควรเริ่มจากรัฐบาลในตอนนั้นที่ต้องรับฟังข้อเสนอฝ่ายต่างๆ แต่ปัญหามีอย่างเดียว รัฐบาลในตอนนั้นตอบเพียงว่า ไม่มีความคิดอื่น ต้องการเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง”

คำตอบที่สาม “ผมไม่มองว่าคสช.กับพรรคการเมืองจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ผมเข้าใจว่า 1.ประเทศที่มีความวุ่นวาย นักการเมืองเป็นจำเลยสังคมและต้องมีส่วนรับผิดชอบ 2.สังคมหนีพรรคและนักการเมืองไม่ได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับมาพบกับบทบาทของพรรคและนักการเมือง แต่สังคมควรแยกแยะพรรคและนักการเมืองที่ดีและไม่ดีออกจากกัน คสช.กับพรรคการเมืองควรเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่านี้ ทั้งสองฝ่ายควรมาคิดว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ละฝ่ายควรมีบทบาทเช่นใด”

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

คำตอบที่หนึ่ง “จริงๆ สถานการณ์วันนั้น มันเหมือนกับมีรัฐประหารไปแล้ว เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ การเชิญ 7 ฝ่ายไปพูดคุยเกิดขึ้นท่ามกลางการประกาศกฎอัยการศึกไปล่วงหน้าแล้ว ซึ่งมันไม่เหมือนการรัฐประหารครั้งก่อนๆ การยึดอำนาจครั้งที่ผ่านมาเป็นวิธีที่ไม่หมือนกับขั้นตอนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่ใดๆ เป็นเพียงการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดเท่านั้น คือ เป็นรัฐบาลรักษาการ ถามว่า รัฐบาลยุบสภาแล้วแต่ต้องรักษาการ กฎหมายไม่ได้อนุมัติให้รัฐบาลรักษาการลาออก” ซึ่งตรงนี้เป็นคำพูดสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมขอยึดอำนาจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

คำตอบที่สอง “ถ้าทุกฝ่ายยึดมั่นในกติกาของระบอบประชาธิปไตยและเคารพการตัดสินใจของประชาชน มันง่ายนิดเดียว ฝ่ายความมั่นคงสามารถดำเนินการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีอำนาจและมีกำลังอยู่ในมือทั้ง 4 เหล่าทัพ ถ้าดำเนินการให้มีความเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และทุกฝ่ายยึดมั่นในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประเทศเดินหน้าไปต่อได้”

คำตอบที่สาม “การปล่อยให้อยู่ในสภาพแบบนี้จะทำให้การแก้ปัญหาของประเทศและอนาคตของประเทศค่อนข้างตีบตัน ถ้าอยากจะให้กระบวนการเป็นไปด้วยความชอบธรรมและทุกฝ่ายได้ออกความเห็นอย่างเต็มที่ ควรเปิดเวทีประชามติให้แต่ละฝ่ายแสดงความเห็น ผมคิดว่าทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นได้”
ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช.

คำตอบที่หนึ่ง “ในทัศนะของดิฉัน วันนั้นเป็นการแสดงของ พล.อ.ประยุทธ์ การเรียก 7 ฝ่ายมาประชุมเพื่อให้ครบองค์ประกอบก่อนจะทำการรัฐประหารได้สมบูรณ์ หากวันแรกไม่มีการขอเวลาให้ทุกฝ่ายไปทำการบ้าน เข้าใจว่าสถานการณ์คงจะจบตั้งแต่วันแรก แต่การทำให้เกิดความชอบธรรมคือ ได้มีการหารือแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น คำตอบคือการรัฐประหาร”

คำตอบที่สอง “วันนั้นไม่มีจุดเปลี่ยนที่จะไม่มีรัฐประหาร เพราะมีแผนการและข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างที่จัดขึ้นนั้นเป็นการแสดงที่จะทำให้องค์ประกอบของความชอบธรรมในการทำรัฐประหารเท่านั้น ตอนนั้นรัฐบาลถอยอย่างถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นฉากสุดท้ายต้องเป็นการทำรัฐประหาร”

คำตอบที่สาม “สมมุติถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เราจะมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังใช้อยู่ รวมทั้งคำสั่ง-ประกาศคสช. ดังนั้นเราจะมีทั้งคำสั่งและประกาศของคณะรัฐประหาร รัฐธรรมนูญชั่วคราวของคณะรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ เท่ากับ 3 ชั้นทบกัน ดิฉันจะเรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแอก 2 ชั้น คือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีแอกขุนนาง และแอกขุนศึก

ชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรม ตัวแทนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

คำตอบที่หนึ่ง “การบ้านข้อสำคัญที่สุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ไว้ คือ การลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ คือรัฐมนตรีต้องลาออกทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 181 บังคับไว้ว่า เมื่อยุบสภา รัฐบาลจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ประเทศจะว่างไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผมบอกว่าลาออก ทหารก็ต้องรัฐประหาร เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น ใครจะเป็นคนดูแลบ้านเมือง”

คำตอบที่สอง “ผมคิดว่าไม่มีจุดเปลี่ยนเลยในวันที่ 22 พฤาภาคม 2557 เพราะดูแล้วมีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว สมมุติรัฐบาลรักษาการลาออกแล้ว ใครจะเป็นคนปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐบาล คนอื่นที่จะเข้ามาปฏิบัติแทนที่รัฐบาล ต้องใช้อำนาจพิเศษ เพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ วิธีเดียวคือต้องยึดอำนาจเพื่อเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงจะสามารถตั้งคนขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้”

คำตอบที่สาม “ถ้าดูจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขณะนี้ ต้องเรียนว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งทำงานได้ยากมาก เว้นแต่เป็นรัฐบาลที่สามารถคุยกับผู้ที่อยู่ในอำนาจในขณะนี้ได้ ผมเคยคิดว่ารัฐประหารน่าจะหมดไปตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นฝ่ายที่เป็นผู้ที่กุมอำนาจ กุมกำลังและกุมอาวุธ ยังคิดในลักษณะนี้อยู่ คือหากมีปัญหาก็แก้ไขด้วยการยึดอำนาจแทนที่จะแก้ไขตามระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการยึดอำนาจคงจะหมุนเวียนมาอยู่เรื่อยๆ”

ส่วนหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญของคสช. คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “ไพรม์ไทม์ กับ เทพชัย” ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ในโอกาสครบ 2 ปีซึ่งคสช.ยึดอำนาจและอนาคตในการทำงานช่วงจากนี้ไป

ผมบอกแต่แรกแล้วว่า คำว่ายึดอำนาจ ที่จริงเราอยากจะใช้คำว่าแก้ปัญหา ผมมองว่าอย่างไรก็จะต้องทำ เพราะว่าวันนั้น เราเห็นว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เลย มันติดขัดด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ปัญหาใหญ่คือปัญหาสังคมมีการทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งไร้ความสงบเรียบร้อยแบบสิ้นเชิง ก่อนที่จะเกิดเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พยายามที่จะทำตามกติกาภายใต้กระบวนการยุติธรรม ท้ายที่สุดก็จะต้องออกมาแบบนั้น อย่างไรก็จะต้องทำ เพราะไม่มีองค์กรไหนที่จะไปจัดการได้ นอกจากวิธีการนี้้ เราพยายามทำหลายๆ ทาง ทั้งระบบศาลรัฐธรรมนูญ และระบบศาลต่างๆ มากมาย แต่ก็ติดไปหมด

– ยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดถูกสถานการณ์บังคับ ไม่ได้เตรียมวางแผนการมาก่อนเลย

ถูกต้อง ผมยืนยันว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่เราคิดและถามมาตลอดเวลา ผมยังถามตัวเองว่าเหตุการณ์จะไปอย่างไร และวันหนึ่งมาถึง เราจะทำกันอย่างไรดี ตรงนั้นคือวางแผน ซึ่งท้ายที่สุดก็ “เอาก็เอา” มันอาจจะคิดบ้างในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อไปไม่ได้แล้ว จะเอาก็เอา จะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน มันอาจจะออกแบบนี้้มากกว่า และผมไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์สอบถามผบ.เหล่าทัพคนอื่นหรือไม่

ช่วงที่ผมคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จำได้ว่า ผมเรียนท่านว่า มันเดินไปไม่ได้กระมัง ผมคิดว่าไม่มีองค์กรไหนจะแก้ไขปัญหาได้ ถ้าเราไม่ปลดล็อกตรงนี้ หน่วยปลดล็อกหรือคณะที่ปลดล็อกคือ ลักษณะนี้ต่างหากที่จะปลดล็อกได้ มันล็อกไปหมด ผมเคยพูดกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า “ท่านก็ใกล้เกษียณแล้ว ท่านไม่แก้ จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ก็เป็นแบบนี้” ผมได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนพิจารณา

– ช่วงตัดสินใจยึดอำนาจเพราะสถานการณ์ติดล็อก แต่ 2 ปีผ่านมาแล้ว สิ่งไหนที่คสช.คิดว่าควรจะทำแต่ไม่ได้ทำ

ยอมรับโดยส่วนตัว ผมไม่เคยคิดว่าปัญหาบ้านเมืองพวกนี้คือปัญหา ผมเข้ามาบริหารประเทศ เพราะเมื่อเราควบคุมอำนาจเสร็จแล้ว การบริหารประเทศก็ตามมาโดยอัตโนมัติ มันจำเป็นจะต้องเข้ามาบริหารตั้งแต่ยุค คสช. และมาจนถึงรัฐบาลนี้ ปัญหาที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นปัญหา เช่น ปัญหาสังคม ปัญหาความไม่เรียบร้อย ปัญหาทุจริต อย่าคิดว่าพวกผมเข้ามาแก้ไขปัญหาการปรองดองอย่างเดียว แตปัญหาต่างๆ มันผูกพันกันไปหมด เมื่อเข้ามาแล้วจึงเห็นว่าทำไมมันถึงอยู่ใต้พรมกันมากมาย เมื่อรื้้อออกมาแล้วมันเยอะมาก ผมมองว่า 2 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเราก็ไม่คาดคิดว่าจะมีปัญหาแบบนี้เลย แม้แต่ในกระทรวงยุติธรรมผมก็ไม่คาดคิดเลย ผมถึงขนาดได้ถามข้าราชการว่า อยู่กันมาได้อย่างไร ถึงปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วไม่ขจัดปัดเป่า

-ประเทศไทยวันนี้อยู่ในสถานการณ์คล้ายยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก่อนจะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบ เราจะเรียกประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร

ไม่สามารถที่จะเรียกได้ แต่จะขอย้อนว่าสิ่งเหล่านั้นในยุคที่ผมเป็นทหารระดับเล็กๆ ผมก็ได้อ่าน แต่วันนี้คนนึกถึง พล.อ.เปรม เพราะท่านสร้างและจัดระเบียบประเทศระยะหนึ่ง และน่าชื่นชม ซึ่งท่านบอกว่า ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ สอดคล้องกับบริบท เราก็หวังว่าสิ่งที่ คสช.คิดจะสร้างสิ่งเหล่านี้มาอีกครั้งหนึ่งตามที่พล.อ.เปรมได้ทำเอาไว้หลายเรื่อง ซึ่งน่าจะสานต่อแต่มันก็หายไปหลังจากที่ประชาธิปไตยเต็มใบแล้วมันก็เปลี่ยนไปหมด

– ประชามติที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ผ่านหรือไม่ผ่านมีความหมายอย่างไรกับ คสช.

ผมก็ตอบเหมือนเดิม ผมไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ผมก็ไป พวกท่านก็หาผู้ปกครองมาเอง

– คำว่า “ไป” หมายถึงท่านคนเดียว

ไม่ใช่ ผมก็บอกว่าไป คุณจะมาบังคับความรู้สึกประชาชน ในเมื่อไม่รับคุณ แต่รัฐธรรมนูญก็บอกเอาไว้แล้วว่า ถ้าไม่เสร็จ คสช.ก็เขียนให้คุณ แต่จะรับในสิ่งที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียน และไปเลือกผู้ปกครอง แต่สิ่งที่ คสช.เขียนหน้าตาเป็นอย่างไรผมยังไม่รู้ เพราะไม่ได้คิด หากถามผมอีกว่า หากประชามติไม่ผ่าน แล้วผมจะไปนั้น หมายถึงอะไร ผมจะตอบว่า ก็จะอยู่ทำไม

– ในความเห็นส่วนตัว เมื่อประชามติรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ควรทำอย่างไร

ไม่ต้องทำอะไร ก็แค่เขียนรัฐธรรมนูญเลือกกัน เพราะจะทำอะไรได้ มันถูกเขียนไว้แล้วว่าหากรัฐธรรมนูญลงประชามติไม่ผ่านจะต้องทำอย่างนั้น ต้องไปดูขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งแน่นอนปี 2560 ก็จะต้องทำให้ได้ในปี 2560

Leave a comment