ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/216459
19 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุด ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเกาะไข่ ที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในวันนี้ พบว่า ในที่ประชุมซึ่งประกอบด้วย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.), กรมการท่องเที่ยว, จังหวัดพังงา, กองทัพเรือ, ตำรวจ, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมอุทยานฯ, กรมเจ้าท่า, อัยการ, NGO ฯลฯ รวมแล้วมากกว่า 20 ท่าน ได้มีมติให้ยก มาตรา 17 อยู่ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งฯ มีไว้เพื่อให้อำนาจกรมทะเล ในการจัดการ “พื้นที่วิกฤต” ขึ้นมาใช้ เป็นครั้งแรก ตั้งแต่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา
ซึ่งกรมทะเล รายงานว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2550 – 2557 มีปะการังตาย 80-90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งผลจากปะการังฟอกขาวในปี 53 ประกอบกับมีการท่องเที่ยวหนาแน่นทำให้ปะการังไม่อาจฟื้นตัวได้ ทั้งที่ปกติแล้ว ปะการังควรฟื้นตัวหรือเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวใน 5-10 ปี อีกทั้งยังพบว่า เมื่อเจ้าหน้าที่จากกรมทะเล ลงตรวจสอบในพื้นที่ จะพบเห็นการกระทำผิดด้านทรัพยากรธรรมชาติเป็นประจำ รวมถึงครั้งล่าสุด ในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ค.59 ยังมีการพบผู้ทำผิดทั้งทิ้งสมอ ให้อาหารปลา จับปลา เก็บปะการัง แต่ได้แค่ตักเตือน ซึ่งยากต่อการจับกุม เพราะไม่มีกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างชัดเจน เมื่อนำ “ความเสียหายร้ายแรง” ของแนวปะการังที่เกิดขึ้น มาพิจารณาร่วมกับ “การทำงานที่ติดขัดเรื่องกฎหมายของเจ้าหน้าที่” ทำให้ที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า จำเป็นต้องใช้มาตรา 17 เป็นครั้งแรก เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

โดยที่ประชุมจึงมีความเห็นให้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อาศัยอำนาจตามม.17 ออก “ประกาศ มาตรการและเกณฑ์การใช้ประโยชน์ เพื่อระงับความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากร” ในพื้นที่เกาะไข่ทั้งสามแห่งมาตราดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนเรือที่เข้ามาใช้ประโยชน์ การวางทุ่นจอดเรือ วางทุ่นไข่ปลากำหนดเขต ฯลฯ ที่เป็นส่วนในการบริหารจัดการ และข้อห้ามต่างๆ เช่น ให้อาหารปลาหรือสัตว์น้ำ จับปลาหรือสัตว์น้ำ ทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง ทิ้งของเสีย เล่นเจ็ตสกี ฯลฯ ซึ่งกรมทะเล จะจัดเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวังทุกวัน เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้มีการกระทำผิดละเมิดกฎหมาย แต่หากมีการละเมิด ต้องถูกจับกุม
ทั้งนี้ ม.17 ของกรมทะเล ผิดจากระเบียบของอุทยาน หากเราทิ้งสมอในเขตอุทยานฯ เจ้าหน้าที่อุทยานฯจะทำการจับและปรับได้เลย เพราะกฎหมายให้อำนาจ แต่ถ้าเราทิ้งสมอที่เกาะไข่ เจ้าหน้าที่จับกุม ไม่สามารถปรับได้ (กฎหมายคนละฉบับ) จึงต้องนำผู้กระทำผิดส่งสถานีตำรวจอำเภอเกาะยาว จากนั้น ก็เข้าสู่การพิจารณาคดี โดยมีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท เพราะฉะนั้น ในการกระทำความผิดของแต่ละพื้นที่ โทษจะแตกต่างกัน ตามกฎหมายของพื้นที่นั้น ซึ่งวิธีที่ป้องกันปัญหาง่ายที่สุด คือ อย่าทำความผิด
เพราะฉะนั้น เหล่าผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวต้องย้ำเตือนและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด โดยจะมีประกาศออกมาช้าสุดไม่เกินสัปดาห์หน้า
ขอบคุณภาพจาก เฟสบุ๊ค “Thon Thamrongnawasawat”
