ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/628807
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2559 06:45

กพช.พาประเทศเสี่ยงค่าไฟแพง
พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กพช.ได้หารือประเด็นการบริหารแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช ในอ่าวไทย ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2556-2566 โดยมีมติให้ดำเนินการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ซึ่งหากไม่มีใครยื่นประมูล จึงจะใช้แนวทางการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม คือบริษัทเชฟรอน จำกัด ในแหล่ง เอราวัณ และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในแหล่งบงกช โดยกำหนดให้เสร็จภายใน 1 ปี
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เสนอแนวทางข้อดีข้อเสียให้ที่ประชุมพิจารณาดังนี้ คือ 1. การเจรจาต่ออายุให้สัมปทานกับรายเดิมมีข้อดีคือ ทำให้การผลิตของแหล่งก๊าซฯ มีความต่อเนื่องในช่วงก่อนที่จะหมดสัมปทานเพราะถ้าไม่ชัดเจนผู้ผลิตรายเดิมจะชะลอการเจาะหลุมผลิตก๊าซฯเพิ่ม ข้อเสียคือ อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้รายเก่า และ 2.เปิดประมูลให้มีการ แข่งขันเสรี ข้อดีคือ ถูกมองว่าดำเนินการโปร่งใส แต่ข้อเสียคือ ความไม่ต่อเนื่องของการผลิตก๊าซฯ ที่จะหายไปในช่วงก่อนที่จะหมดอายุสัมปทาน เพราะผู้ผลิตรายเดิมจะทยอยลดกำลังการผลิตลงเพื่อให้คุ้มทุน
“กระทรวงพลังงานพยายามเลือกแนวทางที่ดีสุด ในเมื่อประชาชนบางกลุ่มร้องเรียนว่า หากเจรจาให้สัมปทานรายเดิมจะไม่โปร่งใส ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงในช่วงที่ปริมาณก๊าซฯหายไปจากระบบก่อนที่จะได้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาดำเนินการผลิตต่อไป ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) หากแอลเอ็นจีราคาแพง ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าถึงจุดที่ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ประชาชนก็จะต้องรับความเสี่ยงไปด้วยเช่นกัน”
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า แหล่งก๊าซฯทั้ง 2 แหล่งมีกำลังผลิตรวมกันวันละ 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน โดยในระยะ 8 ปี หรือตั้งแต่ปี 2561-2568 ปริมาณก๊าซฯจะหายไปรวม 3 ล้านล้าน ลบ.ฟุต จึงต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทน 40 ล้านตัน และส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) 85 สตางค์ต่อหน่วย และยังต้องนำเข้าอีเทนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และ ต้องนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เข้ามาทดแทน รวมมูลค่านับแสนล้านบาท ขณะเดียวกันรายได้รัฐจากปิโตรเลียมจะหายไปประมาณ 245,000 ล้านบาท.