ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150159&srcday=2016-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615 |
รายงานพิเศษเกษตรดี…เมืองอุทัยธานี
ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ
เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร
“ผมมองว่าในต่างประเทศนั้น สายพันธุ์ควายเนื้อดีๆ ตัวหนึ่งมีราคาเป็นล้านบาท แล้วทำไมเราจะมาสร้างสายพันธุ์ควายของเราให้มีราคาตัวหนึ่งเป็นล้านบาทบ้างไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องควายนี่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนกับที่ประเทศไทยเรามี สู้ของเราไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามาสร้างฟาร์มตรงนี้แล้วให้เกษตรกรดูเป็นแบบอย่าง แล้วนำหลักการไปใช้ แบบไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงนิดหนึ่ง ย่อมนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างอาชีพการเลี้ยงควายที่จำหน่ายได้ทั้งในส่วนของตลาดเนื้อและตลาดสายพันธุ์ ที่มีมูลค่าสูง”
“เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร บอกกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง เฮง ฟาร์มควายไทย ที่วันนี้ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา
เฮง ฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทร. (084) 811-1777, (081) 379-7660 ปัจจุบันมีควายพันธุ์ดี ทั้งแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์มากกว่า 50 ตัว
“ฟาร์มแห่งนี้ ผมมีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา”
“ผมเลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยง จึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป”
“แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสาน ทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้น ตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น” เสี่ยเฮง กล่าว
จุดเริ่มต้นของเสี่ยเฮง เริ่มจากแม่พันธุ์ควายที่ซื้อมาจากงานประกวด จำนวน 3 ตัว
ควาย ตัวเป็นแสน ไม่พอขาย
“วันนี้ราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับ แต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหา ว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจ” เสี่ยเฮง กล่าว
“ยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอด เพราะตลาดมีความต้องการมาก จะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้น”
เสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่า อาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ
“เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปี จะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้หันมาให้ความสนใจและเริ่มเลี้ยงควายกันมากขึ้น โดย คุณสะอาด ชาญกิจกรรณ ปศุสัตว์อำเภอเมืองอุทัยธานี ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงกันอย่างคึกคัก ด้วยเป็นอาชีพทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี
“เรียกว่าสู้ภัยได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะภัยแล้งอย่างตอนนี้ อาชีพเลี้ยงควายก็สู้ได้ ไม่เดือดร้อน ขอให้มีหญ้าอย่างเดียวสามารถอยู่ได้ และราคาดี ตลาดไม่มีเต็ม มีแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญที่สุดจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งพันธุกรรมควายที่ดีที่สุด และเกษตรกรมีฝีมือในการเลี้ยงควายแบบเก่งมาก อย่างควายจากภาคอีสาน มีเกษตรกรที่จังหวัดอุทัยธานี ซื้อมาเลี้ยงเพียง 2 เดือน เท่านั้น จำไม่ได้เลย เพราะอ้วนสมบูรณ์มาก”
“ตอนนี้ถ้าเกษตรกรไม่หันมาเลี้ยงควาย ต่อไปอาชีพนี้จะไม่อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะราคาแม่ควายสวยๆ นั้นซื้อกันหลักแสนบาทแล้ว ทั้งที่ก่อนนี้ซื้อขายกันที่ตัวละ 30,000-40,000 บาท เท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคาดว่า ต่อไปคนรวยที่มีเงินเท่านั้นที่จะสามารถซื้อควายสวยๆ ของอุทัยธานีไปเลี้ยงได้” ปศุสัตว์อำเภอเมือง กล่าว
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ราคาซื้อขายควายในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยเฮง บอกว่า นอกจากการจำหน่ายในลักษณะของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นของตลาด คือ การสั่งซื้อควายไทยจากประเทศจีน
เสี่ยเฮง กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นมา ทางประเทศจีนได้มีการสั่งซื้อควายจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี
“ทางจีนเขาซื้อไปบริโภค โดยราคาเนื้อควายในประเทศจีน ชำแหละแล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 หยวน หรือ 750 บาท ดังนั้น เพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่ง ทางจีนจึงต้องการควายขนาดใหญ่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคาดว่า ควายตัวใหญ่ๆ ของอุทัยธานีหายไปกว่าร้อยละ 50”
“แต่ตอนนี้ทางจีนได้ลดปริมาณการนำเข้าไม่มากเหมือนตอนช่วงต้นปี 2558 แต่ยังมีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเฉพาะควายตัวผู้” เสี่ยเฮง กล่าว
“ดังนั้น ถ้าสามารถทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มีการส่งออกเฉพาะควายตัวผู้ได้ ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนแม่พันธุ์ห้ามไม่ให้มีการส่งออก เก็บเพื่อไว้เป็นโรงงานผลิตควายของประเทศ แบบนี้ละดีแน่นอน” หมออาด กล่าวเสริม
เลี้ยงแบบเสี่ยเฮง
“ในการทำฟาร์มของผมนั้นจะมีการวางแผนไว้ทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าการเลี้ยง การจัดการ การป้องกันโรค เราวางไว้หมด จึงทำให้ไม่มีปัญหา และที่ผ่านมาผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทดสอบระบบเลี้ยงแบบแนวใหม่ อาทิ มีการเลี้ยงควายแยกเป็นคอกเดี่ยว มีการให้อาหารเสริมในช่วงตอนเย็น เป็นต้น พบว่า มีผลดีอย่างมาก ไม่มีผลเสียอะไรเลย เช่น สามารถควบคุมเรื่องโรคระบาดได้ง่าย มีลูกโอกาสเสี่ยงที่จะตายน้อย รวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ได้ง่าย อย่างการไม่เป็นสัด หรือผสมไม่ติดได้ดีและง่ายมากขึ้น”
แปลงหญ้าอาหารสัตว์เป็นความสำคัญอันดับแรกที่เสี่ยเฮงบอกว่า เกษตรกรมีการปลูกสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบ ซึ่งสายพันธุ์หญ้าที่ฟาร์มแห่งนี้ปลูก ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า
“หญ้าธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากหญ้าเมื่อสมัย 50 ปี เพราะอะไร มาจากที่ดิน ได้โดนสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารต่างๆ ทุกอย่าง ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ที่สำคัญในดินหมดไป ต้นหญ้าจึงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อควายน้อยลง จากที่ 50 ปีที่แล้ว เคยกล่าวกันว่า กินหญ้าอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าหรือมีการให้อาหารเสริมที่จำเป็น”
พร้อมกันนี้ เสี่ยเฮงยังกล่าวถึงการเลี้ยงควายในลักษณะคอกเดี่ยวว่า
“การเลี้ยงแบบคอกเดี่ยวทำให้สามารถจัดการด้านความสมบูรณ์ของควายตัวนั้นๆ ได้ง่าย อย่างตัวไหนผอมไปเราก็สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้น ตัวนี้เป็นโรคนะก็สามารถเลี้ยงขังไว้ในคอกเดี่ยว ทำให้ป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ง่าย เป็นต้น”
“แต่ถ้าถามว่าจะเลี้ยงควายให้เหมือนกับการเลี้ยงวัวเนื้อได้ไหม ที่มีการเลี้ยงแบบยืนโรง มีการนำหญ้านำอาหารมาให้กิน จากผลที่ผมทดลองพบว่า ควายจะอ้วนแต่ไม่แข็งแรง ลักษณะเนื้อที่ได้ก็ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องมีการปรับให้ควายได้ออกกำลังด้วยการปล่อยลงทุ่ง โดยทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จะปล่อยควายให้ลงทุ่งหากิน นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง”
“ควายนั้นด้วยลักษณะทางกายภาพของร่างกาย จะไม่ทนร้อน พอแดดออกร้อนจัดๆ ควายจะต้องหาร่มอยู่ เล่นปลัก เพื่อให้ตัวเย็น พอตัวเย็นเท่าที่ผมสังเกตจะพบว่า ควายจะเดินขึ้นมากินอีก เหมือนเป็นการกระตุ้น พอผิวเริ่มแห้ง ก็จะเดินลงโคลนลงน้ำใหม่อีกรอบ”
“พอสัก 11 โมงเช้า จะพาควายกลับมาอยู่ในที่ร่มในพื้นที่ใกล้คอกเลี้ยง โดยจะมีการเสริมหญ้าสดและหญ้าแพงโกล่าแห้ง และเมื่อถึงเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง หรือ 4 โมง แดดเริ่มร่ม จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้งหนึ่ง และจะกลับมาเข้าคอกในช่วง 6 โมงเย็น เสริมด้วยหญ้าสดและหญ้าแห้งอีกรอบ ซึ่งระหว่างที่กลับมาคอก ผมจะแยกควายออกเป็น ควายแม่ลูกอ่อน แม่เดี่ยว เข้าคอกแล้วดูว่าแต่ละตัวควรให้อะไรเสริม อย่างตัวไหนแก่ หรือมีลูก จะให้แร่ธาตุ ให้อาหารข้นเสริม หรือให้รำเสริมตัวละ 2 กิโลกรัม ผมจะให้อาหารเสริมในช่วงเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้กินในช่วงมื้อเช้าแล้ว ควายออกทุ่งจะไม่กินหญ้าเพราะอิ่มไปแล้ว”
สำหรับอาหารเสริมที่ให้นั้น เสี่ยเฮง บอกว่า จะให้เฉพาะแม่ควายท้องเท่านั้น สาเหตุที่ให้เพราะช่วยทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น เมื่อคลอดออกมาจะช่วยทำให้สามารถเติบโตได้ดี สมบูรณ์แข็งแรง มีโครงการสร้างลำตัวใหญ่ โดยอาหารเสริมที่ให้จะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแม่โค
ที่น่าสนใจอีกประการในการติดตามพฤติกรรมของควายที่เลี้ยงแต่ละตัวของเสี่ยเฮงคือ จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในคอกเลี้ยง เพื่อดูว่าควายแต่ละตัวมีสภาพเป็นอย่างไร หากเกิดปัญหาอะไรจะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
“ส่วนในเรื่องของปลักโคลนสำหรับควาย สมัยก่อนชาวบ้านเลี้ยงกันจะต้องมีปลักไว้ให้ควายลงเล่น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดความร้อนในตัวควายและช่วยป้องกันเรื่องแมลง เพราะโคลนจะเคลือบผิว ทำให้แมลงกัดไม่ถึงเนื้อ แต่ก็มีข้อเสีย ซึ่งจากที่ผมศึกษาพบว่า ปลักโคลนทำให้เกิดการติดเชื้อโรคง่าย ควายท้องแก่ออกลูกมาบางตัวจมน้ำตาย เพราะปลักเป็นโคลนเป็นน้ำลึก และไม่สะดวกในการดูแลเพราะเคยทำปลักให้ ปรากฏว่าเละ คนดูแลเข้าไปเจอสะบัดโคลนใส่เลอะไปหมด จึงปรับให้เป็นสระน้ำใส ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เพียงแต่ว่า ควายจะต้องลงเล่นน้ำบ่อยมากกว่า เพราะการคลุกโคลนในปลักนั้นจะอยู่ได้นาน บ่ายหนึ่งจะลงเล่นปลักแค่รอบเดียว แต่การลงเล่นน้ำในสระน้ำใส ควายจะต้องลงน้ำอย่างน้อย 3 รอบ”
สำหรับสระน้ำที่ทางฟาร์มจัดทำขึ้น จะมีระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร
ในส่วนของการผสมพันธุ์นั้น ที่ฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์คุมฝูง โดยพ่อพันธุ์เด่นของฟาร์ม ได้แก่ เจ้าเงินอุทัย ซึ่งเป็นควายที่มีความสวยงามโดดเด่น ให้ลูกดี
“เราต้องการพัฒนาเรื่องพันธุกรรมของควายในฟาร์มให้ยอดเยี่ยมมากขึ้น จึงคัดสรรพ่อพันธุ์ชั้นดีเข้ามา อย่างเจ้าเงินอุทัย เคยให้ลูกสวยมาก ไปประกวดที่ไหนก็ได้รางวัลมากที่สุด และที่สำคัญเคยมีคนมาตั้งราคาซื้อลูกของเจ้าเงินอุทัย ถึงตัวละ 1.5 ล้านบาท” เสี่ยเฮง กล่าว
ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของเจ้าเงินอุทัย เสี่ยเฮงจึงซื้อเข้ามาคุมฝูง พร้อมทั้งรีดน้ำเชื้อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ ในราคาโด๊สละ 500 บาท
เมื่อถามถึงต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นกับการใช้รูปแบบนี้ เสี่ยเฮง บอกว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเมื่อแม่พันธุ์สมบูรณ์ ลูกที่ออกมาจะดี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย
“ถ้าเกษตรกรสนใจ การลงทุนนั้นจะมีเฉพาะค่าสายพันธุ์ ส่วนอย่างอื่นนั้นจะน้อยมาก แต่ขอให้ปรับระบบการเลี้ยง มีการทำแปลงหญ้า มีการจัดการที่ดี เข้าใจควายว่าต้องการอะไรอย่างไร แล้วความสำเร็จต้องเกิดขึ้นแน่นอน” เสี่ยเฮง กล่าวทิ้งท้าย
คุมเข้มนำเข้า “ส้มมีใบ” จากจีน
คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ปัจจุบันส้มแมนดาริน เป็นหนึ่งในชนิดสินค้าที่ประเทศไทยได้มีการนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นปริมาณมาก เนื่องจากผู้บริโภคและตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 37,500 ตัน มูลค่ากว่า 1,260 ล้านบาท และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2558-มกราคม 2559 มีการนำเข้าส้มจากจีนผ่านด่านตรวจพืชดังกล่าวแล้วกว่า 44,823.45 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,553.59 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้ด่านตรวจพืชทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าส้มจากจีนมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการนำเข้ามาก ได้แก่ ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และด่านตรวจพืชเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ยังกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างรัดกุมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีส้มที่มีกิ่งก้านและใบหลุดลอดเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจมีแมลงศัตรูพืชกักกันติดมาด้วย
“ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าส้มจากจีน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการตรวจปล่อยสินค้า อาทิ การแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (NSW) การสุ่มตรวจและการปล่อยสินค้า โดยเบื้องต้นผู้นำเข้าต้องแจ้งการนำเข้าส้มทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องนำใบแจ้งนำเข้าพร้อมเอกสารประกอบมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เมื่อสินค้ามาถึงด่าน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจส้ม 100% หรือตรวจทุกชิปเม้นต์และทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้วิธีการเปิดตรวจแบบทีเชป (T Shape) โดยเปิดเป็นช่องถึงหน้าตู้และเจาะลงถึงพื้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสินค้าส้มมีใบปะปนมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนงานมากกว่าปกติ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องจัดเตรียมคนงาน อุปกรณ์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสุ่มตรวจส้มเองทั้งหมด หากตรวจพบส้มมีใบติดมาต้องจ่ายค่าแรงงานในการตัดใบส้มออกด้วย ทางกรมวิชาการเกษตรจะอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ในการตรวจสอบเท่านั้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการใดๆ ทั้งสิ้น” คุณสมชาย กล่าว
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชติดมากับผลส้มจะให้ผู้ประกอบการกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรมเมทิลโบรไมด์ก่อนอนุญาตนำเข้าและกระจายสินค้าสู่ตลาด กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชกักกัน เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธการนำเข้าและสั่งตีกลับสินค้าคืนสู่ประเทศต้นทางหรือสั่งทำลายสินค้าทันที ส่วนกรณีที่พบเฉพาะใบและกิ่งส้มติดมา เจ้าหน้าที่จะให้ผู้นำเข้าคัดแยกใบและกิ่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และเผาทำลายใบส้มทิ้ง พร้อมบันทึกข้อมูลในการนำเข้าและแจ้งตักเตือนผู้ประกอบการให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อตรวจสอบศัตรูพืชขั้นละเอียด ณ ห้องปฏิบัติการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชด้วย
ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงพิธีสารการนำเข้าผลไม้สดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย โดยตรวจพบการนำเข้าผลส้มสดที่มีกิ่งก้านและใบติดมา จากผู้นำเข้า 6 ราย รวม 26 ชิปเม้นต์ จำนวน 44 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้ส่งออกสินค้าจากจีน จำนวน 7 ราย กรมวิชาการเกษตรจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนให้หน่วยงานกระทรวงควบคุมคุณภาพและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ทราบ และให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทาง เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขข้อตกลงตามพิธีสารฯ
“จากการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างเข้มงวด พบว่า มีผู้ประกอบการนำเข้าบางรายหลีกเลี่ยงการแจ้งผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และใช้วิธีปลอมแปลงเอกสารการตรวจปล่อยสินค้า ได้แก่ การปลอมตราตรวจปล่อยของด่านตรวจพืช และปลอมแปลงลายมือชื่อนายตรวจพืช เพื่อแสดงผลการตรวจปล่อยสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังจึงร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งไลน์กลุ่มเป็นช่องทางสื่อสารการตรวจปล่อยสินค้าและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างรัดกุม สามารถอุดช่องโหว่และสกัดกั้นผู้กระทำผิด และทำให้การนำเข้าส้มจากจีนเป็นไปตามระเบียบ และ พ.ร.บ. กักพืช หากยังตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะนี้อีก จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด