ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160522/228147.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559
โพลล์ชี้ประชาชนให้โอกาสบริหารอีก 2 ปี คสช.เตรียมเสนอผลงาน คาดออกอากาศ 25 พ.ค.นี้
พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวกรณีวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 ครบรอบ 2 ปีเข้าควบคุมอำนาจ ว่า คสช.ได้เตรียมข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงการเข้าควบคุมอำนาจและบริหารงาน โดยจะมีการสรุปและนำเสนอผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งจะมีเรื่องหลักๆ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย การสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้แก่รัฐบาล และความคืบหน้าการดำเนินการในกลุ่มงานต่างๆ เช่น การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความปรองดอง โดยมีการนำเสนอในรายการเดินหน้าประเทศไทย ช่วงเวลา 18.00 น. หลังเคารพธงชาติ
ทั้งนี้คาดว่าจะนำเสนอได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม สำหรับรูปแบบการนำเสนอจะเป็นลักษณะของสื่อผสม มีพิธีกรดำเนินรายการและมีการนำเสนอเป็นแบบสกู๊ปรายการ แต่ไม่ใช่การนั่งแถลงหรือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นผู้แถลงแต่อย่างใด
โพลล์พบบ้านเมืองสงบสุขมากขึ้น
ดร.นพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง สำรวจครบรอบ 2 ปีรัฐบาล “บิ๊กตู่” และ คสช.กับข้อเท็จจริงและความรู้สึกของสาธารณชนต่อประเด็น เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในช่วงก่อนและหลังรัฐบาล คสช.เข้ามาครบรอบ 2 ปี พบว่าก่อนรัฐบาลและ คสช.เข้ามาร้อยละ 79.3 พบราคาน้ำมันที่เคยสูงมาก โดยเบนซินเกือบ 50 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ร่วม 40 บาทต่อลิตร และดีเซลร่วม 30 บาทต่อลิตร แต่หลังจาก รัฐบาลและคสช.เข้ามาครบรอบ 2 ปี เหลือร้อยละ 0.0 หรือไม่พบราคาน้ำมันที่สูงมากดังกล่าว นอกจากนี้ก่อนรัฐบาล คสช.เข้ามา ร้อยละ 93.8 ระบุ ราคาหวยขายเกินราคา แต่หลังจากเข้ามาลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12.5 ที่ยังคงพบว่ามีการขายหวยเกินราคาอยู่ แต่ประเด็นที่ยังน่าเป็นห่วงคือร้อยละ 64.5 ระบุราคาอาหาร ข้าวแกงแพง ในช่วงก่อนรัฐบาลและคสช.เข้ามา ล่าสุด ร้อยละ 65.1 ยังคงพบว่าราคาอาหารและข้าวแกงยังแพงอยู่
ประเด็นทางสังคมพบว่า ร้อยละ 95.5 ระบุ สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 98.9 นอกจากนี้ความสุขของประชาชนต่อระบบการศึกษา เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.2 เป็นร้อยละ 71.4 อย่างไรก็ตามที่น่าเป็นห่วงคือในเรื่องความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก่อนรัฐบาล และคสช.เข้ามาพบร้อยละ 57.0 รู้สึกไม่ปลอดภัย เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.7 ที่รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ที่น่าพิจารณาคือ ประเด็นทางการเมือง พบว่า บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อยมากขึ้น จากร้อยละ 14.3 ก่อนรัฐบาลและคสช.เข้ามา เพิ่มเป็นร้อยละ 70.5 หลังเข้ามาที่พบว่าบ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย
ประชาชนส่วนมากหรือร้อยละ 46.5 ยังคงให้โอกาส คสช.แก้ปัญหาประเทศต่อไปอีก 2 ปีขึ้นไป ขณะที่ร้อยละ 25.9 ให้โอกาสอีก 1-2 ปี และร้อยละ 27.6 ให้โอกาสน้อยกว่า 1 ปี และเมื่อแยกออกตามภูมิภาค พบว่า ประชาชนทุกภาค ยกเว้นภาคอีสาน ที่สนับสนุนให้โอกาส คสช.ให้ทำงานแก้ปัญหาของประเทศต่อไปอีก 2 ปีขึ้นไป โดยพบว่าร้อยละ 56.2 ของคนในภาคกลาง ร้อยละ 54.8 ของคนในภาคใต้ ร้อยละ 47.3 ของคนกรุงเทพมหานคร และร้อยละ 45.1 ของคนในภาคเหนือ ยกเว้นภาคอีสานที่มีอยู่ร้อยละ 29.9 ให้โอกาส คสช.เกิน 2 ปีขึ้นไป และร้อยละ 25.1 ให้โอกาส 1-2 ปี ตามลำดับ
แกนนำชุมชนระบุไทยสงบสุขสันติ
เช่นเดียวกับ รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์ เรื่องมองประเทศไทยในโอกาสครบรอบ 2 ปี คสช. : กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,078 ตัวอย่าง จากจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 ดำเนินงานวันที่ 1-21 พฤษภาคม ผลการสำรวจความคิดเห็นถึงการติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 53.2 ระบุติดตามทุกวันหรือเกือบทุกวัน ร้อยละ 32.5 ติดตาม 3-4 วัน ร้อยละ 9.4 ติดตาม 1-2 วัน ร้อยละ 4.4 ติดตามเป็นบางวัน และร้อยละ 0.5 ไม่ได้ติดตามเลย
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญจากการสำรวจคือ ความรู้สึกต่อบรรยากาศและสถานการณ์ของประเทศในโอกาสครบรอบ 2 ปี คสช. พบว่าร้อยละ 96.2 ยังรู้สึกว่า “พร้อมที่จะเป็นคนหนึ่งที่จะรักและช่วยเหลือคนอื่น” ร้อยละ 88.8 ระบุ “ยังรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีคุณธรรมอยู่” ร้อยละ 86.5 ระบุว่า “เมื่ออยู่ในสภาวะที่เดือดร้อน ยังรู้สึกว่าคนไทยเห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน” ร้อยละ 85.6 ระบุ “รู้สึกว่าประชาชนคนไทยในสังคมยังรักและเกื้อกูลกัน” ร้อยละ 84.2 ระบุ “ยังพูดได้เต็มที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศแห่งรอยยิ้ม”
ส่วนร้อยละ 77.0 ระบุ “โลกของเราจะน่าอยู่กว่านี้ ถ้าคนชาติอื่นๆ เป็นเหมือนกับคนไทย” และร้อยละ 60.1 ระบุ “รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีความสงบสุข และสันติมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจพบว่าร้อยละ 44.4 รู้สึกว่า “ยังมีเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ทำให้รู้สึกว่าน่าละอายและถูกชาวต่างชาติมองประเทศไทยไม่น่าอยู่”
สำหรับความคิดเห็นกรณี “คุณค่าของความเป็นไทยอยู่ที่ความจงรักภักดี ความรักความสามัคคี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ” พบว่าร้อยละ 79.3 ยังคงเป็นจริงทุกอย่างเหมือนเดิม ร้อยละ 10.4 ระบุมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และร้อยละ 10.3 ระบุไม่มีอะไรเหมือนเดิม เปลี่ยนแปลงไปทุกอย่างแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าตัวอย่างเกือบร้อยละ 96.6 ระบุยังคงรู้สึกภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ขณะที่ร้อยละ 2.8 ระบุไม่แน่ใจ ทั้งนี้มีเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น ที่ระบุว่าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นแล้ว
