ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430963

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จุดเสี่ยงที่สำคัญในช่วงปลายโรดแมปอยู่ตรง “แนวต้าน” ที่เพิ่มจำนวนและความเข้มข้น มาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลานี้
แม้ที่ผ่านมา คสช.จะ “ตัดไฟแต่ต้นลม” พยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ให้มีพื้นที่แสดงออกได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
แถมในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติ คสช.ยิ่งคุมเข้มเป็นพิเศษป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการงัด “ยาแรง” มาสกัดกลุ่มต้านแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพ์ ไปจนถึงคำสั่ง คสช.ที่สะกดจนแทบไม่เหลือช่องให้ออกมาเคลื่อนไหวได้
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้ฝักฝ่ายต่างๆ ได้เสนอข้อมูลความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงประชามติ แต่ คสช.ก็ยังไม่มีทีท่าจะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น ตรงกันข้าม ด้วยกฎกติกาที่ออกมาใหม่ยิ่งจะปิดกั้นการแสดงความเห็นมากขึ้น
สุดท้ายนี่จะกลายเป็นแรงบีบที่รอวันปะทุ แถมยังเป็นการผลักให้มวลชนที่เคยสนับสนุน คสช. หรือกลุ่มตรงกลาง ผันตัวไปอยู่ตรงข้าม คสช.มากขึ้น
โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
เข้าใจได้สำหรับบางกลุ่มที่อิงแอบอยู่กับฝั่งการเมืองที่สุดท้ายต้องถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่หลายรอบ แต่สำหรับหลายกลุ่มที่ต้องการแสดงความคิดความเห็นต่อกฎกติกาสูงสุดที่จะใช้ปกครองประเทศในอนาคต ไม่ควรจะถูกเหมารวมและปิดกั้นแสดงความคิดเห็นไปทุกกรณี
ชัดเจนผ่านกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ยิ่งถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติ ยิ่งปลุกให้กลุ่มต้านออกมาชุมนุมมากขึ้น หาก คสช.คิดจะใช้แต่ยาแรงต่อเนื่องโดยไม่ผ่อนคลายความเข้มงวดอาจทำให้เครือข่ายต่างๆ ผนึกกำลังเข้มแข็งขึ้น
สถานการณ์ดูจะเข้มข้นมากขึ้นเมื่อ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” เข้าพบผู้แทนสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติที่จะเป็นการดึงให้ต่างชาติเข้ามาร่วม “กดดัน” การดำเนินการของ คสช. ขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ตรวจสอบ และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว
สอดรับกับการคุมตัว พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดา สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ที่ถูกคุมตัวไปสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รับทราบข้อกล่าวหาหมิ่น มาตรา 112-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
กรณีนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ชี้แจงไม่ชัดเจนถึงข้อความที่เข้าข่ายผิดมาตรา 112 หรือไม่ก็ตาม แต่ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดกระแสตีกลับ มองว่านี่เป็นการกระทำที่รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น หากยังเป็นเช่นนี้แนวร่วมที่จะออกมาต่อต้าน คสช.ย่อมจะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่งแนวร่วมที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็มีแววว่าใกล้แตกหัก
ปมแรกมาจากกระแสข่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมจะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่จะทำให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.
ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังถูกโยงว่ามีความพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สวุรรณ บิ๊ก คสช. หรือไม่ ด้วยแล้วยิ่งทำให้ปมนี้สะเทือนความเชื่อมั่น คสช.รุนแรง
ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ และญาติพี่น้องผู้สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ยุติถอนฟ้อง
จังหวะไล่เลี่ยกับที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. กล่าวในการบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตอนหนึ่ง กระทบไปถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล คสช.ว่าแผนการที่ลึกซึ้งและอำมหิตที่สุดคือ “โครงการประชารัฐ” ที่ให้ลูกเจ้าสัวลงไปช่วยธุรกิจระดับล่าง แต่สุดท้ายก็เป็นการผ่องถ่ายการผูกขาดธุรกิจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนรวยเข้าหุ้นกับคุณไม่นานมันก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจคุณ ไม่มีวันที่จะให้เจริญเติบโตต่อไป
ปรากฏการณ์ที่กลุ่มต่อต้าน คสช.เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช. แถมสุ่มเสี่ยงจะกระทำไปถึงโรดแมปที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ