ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433231

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญถึงสองครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่
โมเดลการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 36 คน โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน
การร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะ กมธ.ยกร่างฯ กับ สปช. โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองอย่างระบบการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสมที่ สปช.จำนวนหนึ่งเห็นว่าจะนำไปสู่รัฐบาลผสม ที่ทำให้การเมืองเกิดความอ่อนแอ
ไม่เพียงเท่านี้ การตั้งองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” หรือ ค.ป.ป.ขึ้นมาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีอำนาจ “ดำเนินการหรือสั่งให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและระงับความขัดแย้งหรือความรุนแรงและระงับยับยั้งการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางการปฏิรูปหรือการสร้างความปรองดอง”
อำนาจดังกล่าวที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก่อให้เกิดเสียงท้วงติงว่าเป็นการให้อำนาจ ค.ป.ช.มากเกินไป และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
จากประเด็นความขัดแย้งตรงนี้ ส่งผลให้ สปช.มีมติเสียงข้างมาก 135 ต่อ 105 ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตรา
หลังฉบับแรกพับไป จึงนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งที่สอง โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน โดยให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และการให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านการลงประชามติ
แม้การกลับเข้ามาเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้งของมีชัยจะไม่เจอกับแรงต้านภายในแม่น้ำ 5 สายนัก แต่ภายนอกนั้นมาจากฝ่ายภาคประชาสังคมเห็นว่าเนื้อหาในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.มีความด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องรัฐกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นผลให้ กรธ.ต้องบัญญัติให้เนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การได้รับการศึกษา การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และหลักประกันการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ
ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.กำหนดขึ้นมาใหม่ก็ล้วนมีความแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ยกร่างฯ
1.ระบบเลือกตั้ง สส. อย่างที่ทราบกันดีว่าในเวอร์ชั่นของคณะ กมธ.ยกร่างฯ คือ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม แบ่งเป็น สส.ระบบเขต 300 คน และบัญชีรายชื่อ 150-170 คน โดยการคำนวณหา สส.ของพรรคการเมืองจะยึดตามสัดส่วนของคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อเป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าพรรคได้สัดส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อเกิน 50% แล้ว แต่ได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 250 คน เท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ในทางกลับกัน หากพรรคดังกล่าวได้ สส.เขตไม่ถึง 250 คน แต่มีคะแนน สส.บัญชีรายชื่อคิดเป็น 50% ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อมาเติมเต็มจนได้ สส.ครบ 250 คน
ส่วนระบบการเลือกตั้ง สส.ของ กรธ.ก็ยึดหลักการเดียวกับของคณะ กมธ.ยกร่างฯ เช่นกัน โดยกำหนดให้ สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน เพียงแต่จะใช้บัตรเลือกตั้ง สส.หนึ่งใบเท่านั้นในการหาจำนวน สส.ทั้งสองระบบ ผิดกับระบบเลือกตั้งของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
ทั้งนี้ ในการคำนวณหา สส.ในรูปแบบของ กรธ.นั้น จะมาจากคะแนน สส.เขตทั่วประเทศของแต่ละพรรคการเมืองมาคำนวณหาสัดส่วน โดยหากพรรคใดได้สัดส่วนคะแนน 50% ก็จะมี สส. 250 คน ซึ่งถ้าพรรคการเมืองนั้นได้ สส.เขต 200 คน จะได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก 50 คน แต่ถ้าได้ สส.เขตครบ 250 คนแล้วจะไม่สามารถได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กรธ.เชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย เพราะถูกนำเอามาคำนวณหา สส.ทั้งหมด
2.ที่มานายกรัฐมนตรี คณะ กรธ.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เล็งเห็นตรงกันในการเปลี่ยนที่มาของนายกฯ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 กำหนดให้นายกฯ ต้องเป็น สส. แต่มาในครั้งนี้กลับไม่ได้กำหนดตายตัวว่า นายกฯ จำเป็นต้องเป็น สส.แต่อย่างใด
คณะ กมธ.ยกร่างฯ แม้จะบัญญัติว่านายกฯ จะต้องเป็น สส. แต่หากสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ จากคนที่ไม่ได้เป็น สส. จะต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ทว่า ด้านคณะ กรธ.ได้กำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป โดยให้พรรคการเมืองต้องจัดบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ไม่เกิน 3 คน และให้สภาใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่งเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อนั้นมาเป็นนายกฯ
แต่หากสภาต้องการเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากนั้นสภาถึงจะทำการลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
3.วุฒิสภา เป็นประเด็นที่มีเสียงวิจารณ์ เนื่องจาก คสช.ได้ส่งหนังสือที่ต้องการให้วุฒิสภามาจากการสรรหา แต่สุดท้าย กรธ.ได้ยอมรับข้อเสนอนั้นเพียงครึ่งเดียว
ในบทบัญญัติหลักของร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ตั้งแต่ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้ สว. 200 คน แต่ในบทเฉพาะกาลกลับกำหนดให้ สว.ชุดแรกมาจากการสรรหาของ คสช.จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี ซึ่งอำนาจในการติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยนอกเหนือไปจากการกลั่นกรองกฎหมายและการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ โดยไม่ให้ สว.มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ
ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ประเมินว่า ศึกหนักที่สุดของการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อยู่ที่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการวิเคราะห์กันว่าปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลต่อการออกเสียงของประชาชน คือ คำถามพ่วงประชามติที่ สนช.กำหนดขึ้นมา
สนช.ตั้งคำถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรก ตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ”
คำถามพ่วงนี้นับเป็นการท้าทายกับธรรมเนียมทางการเมืองของไทยพอสมควร เพราะที่ผ่านมานายกฯ จะมาจากการเลือกของสภาเพียงเท่านั้น โดยไม่เคยให้ สว.เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
นอกเหนือไปจากคำถามพ่วงที่มีผลต่อการประชามติแล้ว ยังมีปัจจัยจากการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของ คสช.และผลงานของรัฐบาล อันจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด จนการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หากในวันที่ 7 ส.ค.ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
แต่กระนั้นยังมีปมปัญหาที่ยังมองไม่เห็นความชัดเจน คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร
ในประเด็นนี้ นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. เคยชี้แจงต่อหน้าคณะทูตต่างประเทศ 47 ประเทศ ว่า “กรธ.จะพ้นสภาพ ซึ่งก็ต้องหาผู้ดำเนินการร่างใหม่”
ทว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ยังไม่มีใครอ่านใจ คสช.ออกว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หรือหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงและประกาศใช้ทันที เพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งกลางปี 2560 ตามที่ คสช.ได้ประกาศไว้ถึง
ที่สุดแล้ว
ดังนั้น ผลการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นวันกำหนดทิศทางของการเมืองประเทศไทยทั้งหมด และอาจรวมไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย
นิรโทษกรรม ปมเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่
เส้นทางการสร้างความปรองดองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังเดินหน้าไปได้ไม่เท่าไร สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางสร้างความปรองดอง 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การหาสาเหตุความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบ 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ทว่าบรรยากาศในช่วงเวลาที่ผ่านมาดูจะไม่เอื้ออำนวยให้แต่ละสีแต่ละฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุย หรือร่วมกันหาทางคลี่คลายสลายความขัดแย้ง การใช้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมการเคลื่อนไหว ปิดกั้นการแสดงออกขั้นพื้นฐาน การเรียกตัวไปปรับทัศนคติล้วนแต่เป็นชนวนที่เติมเชื้อความขัดแย้งให้มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนที่จับตากันมากที่สุดคือ “การนิรโทษกรรม” ในข้อสรุปของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 6 แนวทางการสร้างความปรองดองที่มีการเสนอมา ได้ระบุถึงการนิรโทษกรรมจะอยู่ในช่วงปี 2548-2557 แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกผู้กระทำผิดเป็น 3 ประเภท คือ 1.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 2.ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น ฆ่าคนตาย การมีอาวุธในครอบครอง 3.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและคดีอาญาโดยเนื้อแท้ ซึ่งในกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องไปต่อสู้คดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ จนกระทั่งเมื่อรับโทษไประยะหนึ่งก็สามารถขอรับการอภัยโทษได้
ส่วนการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี และจะทำได้ก็ต่อเมื่อแกนนำต้องแสดงความสำนึกผิดและมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมแล้ว รวมถึงเหยื่อต้องให้อภัย และการนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีอาญา คดีมาตรา 112 และคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ก่อนไปสู่ขั้นตอนการเยียวยาที่เท่าเทียมกัน
เสรี สุวรรณภานนท์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ออกมาจุดประเด็นเสนอกฎหมายรอกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง แต่ทว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธข้อเสนอขอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง ขณะที่หลายฝ่ายอยากให้หันไปเดินโมเดลของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งเวลานี้ประสานกับทาง สนช. เตรียมผลักดันกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุขที่น่าจะเห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้

2 ปี ปฏิรูป-ความหวังที่ยังไม่ใกล้ความจริง
นับเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงประกาศให้การปฏิรูปเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล คสช. ถึงขั้นล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อให้ทุกกลไกเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย หาทางวางกฎกติกาพาสังคมหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง พาประเทศพัฒนาแบบมั่นคงและยั่งยืน
ทว่า ผ่านมา 2 ปี หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 การปฏิรูปยังยากจะจับต้องได้ หลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่รายงานในกระดาษที่ไม่ถูกนำไปสานต่อ หลายเรื่องยังติดอุปสรรค ข้อกฎหมาย งบประมาณ และอื่นๆ ในช่วงนับถอยหลังสู่ปลายโรดแมป คสช. จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าปฏิวัติครั้งนี้จะ “เสียของ” หรือไม่
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการปฏิรูปน่าจะเป็นรายงานสรุปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กลั่นกรองมาจากคณะทำงานแต่ละด้าน และสรุปเป็น 37 วาระปฏิรูป และ 6 วาระพัฒนา โดยทำพิธีส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2558 ตามโรดแมประยะที่ 1 ก่อนเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ที่จะได้นำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ
สำหรับรายละเอียด 37 วาระปฏิรูป อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเข้าสู่อำนาจ/ระบบพรรคการเมือง การปรับโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบงบประมาณ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ กิจการตำรวจ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ระบบการจัดการศึกษา การคุ้มครองผู้บริโภค
ผลงานที่ชัดเจนที่สุดของ สปช.น่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปแบบเร่งด่วน หรือ ควิกวิน อาทิ การเรียกร้องให้บริษัทมือถือเรียกเก็บเงินตามจริงเป็นวินาทีไม่ปัดเศษเป็นนาที หรือโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) ฯลฯ แต่เนื่องจากทาง สปช.ไม่มีอำนาจในมือ การไปสั่งการหรือบังคับหน่วยงานต่างๆ จึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เป็นเพียงแค่การเสนอเท่านั้น
ภายหลังร่าง สปช.หมดวาระไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำ ภารกิจปฏิรูปถูกส่งไม้ต่อมายังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ นำข้อเสนอของ สปช.ไปสู่การปฏิบัติ ทว่าปัญหาเดิมคือไม่มีอำนาจในมือ ทำให้หลายเรื่องจึงเป็นแค่ข้อเสนอรอ ครม. สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติ
สิ่งที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด คือ การจับมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศระหว่าง สปท.กับ 20 องค์กรเครือข่ายสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อาทิ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ
สรุปผลงานตามโรดแมประยะที่ 2 โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปประเทศให้ พล.อ.ประยุทธ์ 42 แผน แยกเป็นแผนปฏิรูปที่ผ่านมติ สปท. 28 แผน แผนปฏิรูปที่ส่วนราชการเห็นพ้องกับ สปช. 9 แผน และแผนปฏิรูปที่ประธาน สปท.คัดกรองจากแผน สปช.เดิม 5 แผน ทั้งนี้ยังมีแผนปฏิรูปที่ สปท.พิจารณาเห็นชอบแล้วรอการนำส่งอีก 9 แผน สปท.ดำเนินการคืบหน้าตามแผนและขั้นตอนที่วางเป้าหมายไว้
แต่ทว่าสิ่งต่างๆ ที่ทั้ง สปช. สปท.เสนอมานั้นหลายเรื่องเริ่มเห็นการขยับนำไปสู่การปฏิบัติ อาทิ การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปตำรวจที่มีความชัดเจน รวมทั้งถูกนำไปเขียนล็อกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกเสียงประชามติ โดยกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้เป็นการเฉพาะ ยังไม่รวมกับกลไกใหม่ๆ อย่างคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติที่จะวางแผนในภาพรวมเพื่อให้ทุกกลไกเดินไปในทิศทางเดียวกัน
สอดประสานไปกับบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องการปฏิรูป โดยให้ สว.ชุดใหม่ที่จะมาจากการแต่งตั้ง 250 คน มาสานต่อการปฏิรูปพร้อมให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งคงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะถูกนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน