ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220100

การศึกษา-สาธารณสุข : 7 ม.ค. 2559
บอร์ดสสส.ยื่นขอความเป็นธรรมเหตุถูกปลด
ศอตช.พบบอร์ดสสส. ใช้ช่องว่างกฎหมายเอื้อให้บริหารคล่องตัวชงขออนุมัติงบฯ สมพร ใช้บางยางบอร์ดสสส. ยื่นขอความเป็นธรรม ภาคประชาชนออกแถลงการณ์ต้านกลุ่มทุน
7ม.ค.2558 แหล่งข่าวจากศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ระบุถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 โยกย้ายผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ว่า จากการตรวจสอบแม้จะไม่พบประเด็นการทุจริต แต่ศอตช.จำเป็นต้องเสนอให้ใช้มาตรา 44 ย้ายบอร์ดสสส.ให้พ้นจากหน้าที่เนื่องจากตรวจสอบพบว่าบอร์ดสสส.ทุกคนล้วนมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิอื่น และต่างก็ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสสส.ทุกมูลนิธิ วงเงินรวมตั้งแต่ 100 – 600 ล้านบาท แม้การอนุมัติจะทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายสสส. ออกมาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในช่วงจัดตั้งองค์กร หลังบริหารงานมีการใช้ช่องว่างและข้อยกเว้นต่าง ๆ ไปทำให้การใช้จ่ายไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หากไม่แก้ไขจะทำให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสนอใช้มาตรา 44
จี้‘หมอวิชัย’โชว์หลักฐานบ.เหล้า-บุหรี่จ้องล้มสสส.ใน3วัน
พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทยืโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) กล่าวว่า จากที่นพ.วิชัย โชควิวัฒน หนึ่งในกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ที่ถูกคำสั่งคสช.ปลดพ้นตำแหน่งออกมาระบุว่าการปลดนั้นมีขบวนการล้มสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)โดยบริษัทเหล้าและบุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ตนเห็นว่าหากนพ.วิชัยมีหลักฐานก็ควรนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ไม่ควรพูดกล่าวหาใครลอยๆ หากภายใน 3 วันไม่สามารถนำมาแสดงได้ถือว่าโกหก เป็นการสร้างนิยาย โดยที่บางครั้งคนที่ถูกกล่าวอ้างถึงไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย อย่างเช่น กรณีที่มีการตรวจสอบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ก็กล่าวหาว่ามีขบวนการล้มสปสช. เป็นต้น
“ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรปิด ก็เปิดโอกาสให้มีการเข้าไปพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่แตะไม่ได้ ขณะนี้ดูเหมือนมีการพยายามเบี่ยงประเด็นจากเรื่องบุคคลเฉพาะคนที่เป็นบอร์ดซึ่งถูกปลดให้กลายเป็นเรื่องขององค์กรว่าเป็นเรื่องขัดผลประโยชน์และรัฐบาลพยายามโอบอุ้มนายทุน ทำให้ตนเองกลายเป็นวีรบุรุษ เพราะไม่ต้องการตายเดี่ยว แต่หากชูเป็นเรื่ององค์กรก็จะเป็นการปลดเรื่องให้พ้นตัว ยืนหยัดให้ตนเองเป็นฮีโร่ เมื่ออ้างเป็นเรื่ององค์กรก็จะมีคนมาช่วยเหลือ เป็นแนวร่วมเขาจำนวนมาก ซึ่งองค์กรสสส.ควรยินดีที่มีคนมาตรวจสอบแทน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสะท้อนว่าไม่สนับสนุนความไม่ถูกต้อง ที่สำคัญ การเป็นบอร์ดสสส.ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิมีคนอื่นๆอีกมากที่มีคุณสมบัติจะเป็นได้ ไม่ใช่จะปิดตายไม่ให้คนอื่นเป็นเลย ผูกขาดคนเดียว”พญ.ประชุมพรกล่าว
5อดีตบอร์ดสสส.ไม่รู้มีบ.เหล้า-บุหรี่จ้องล้มสสส.
นายสมพร ใช้บางยาง อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(บอร์ดสสส.) กล่าวว่า ตนได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าไม่มีการทุจริตใดๆตั้งแต่รับราชการมาจนกระทั่งเข้ามาทำงานกับสสส. ซึ่งการเป็นบอร์ดสสส.ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าเมื่อเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วห้ามเป็นบอร์ด
“ที่ต้องยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผม ซึ่งทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีทุจริต การทำงานไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม และช่วงที่เป็นกรรมการมูลนิธิและกรรมการในสสส. ก็ไม่เคยเอาตำแหน่งไปอนุมัติเงินใดๆให้มูลนิธิ ช่วงที่มีการพิจารณาโครงการของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผมก็ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณา ส่วนที่มีการระบุว่ามีขบวนการล้มสสส.โดยมีบริษัทเหล้า บุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่วงในขนาดนั้น”นายสมพรกล่าว
ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพสสส. กล่าวว่าคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบสสส. และรายงานว่าไม่พบการทุจริต แต่มีข้อกังวลกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งต้องพิจารณาดีๆ เพราะตนเองได้ลาออกจากกรรมการมูลนิธิวิถีสุขตั้งแต่ปี 2551และมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.เพียงปีกว่าๆ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร
“เมื่อ คสช. จะแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องทำทุกกระทรวงโดยควรตรวจสอบว่า กระทรวงใดมีข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐ แต่ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ(Operator)เช่น ผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ทำกำไรจากธุรกิจพลังงาน และมีผลประโยชน์มหาศาลจากการเป็นบอร์ด ซึ่งเทียบกับการเป็นบอร์ด สสส.ไม่ได้เลยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลกำไรของรัฐวิสาหกิจ/บริษัทด้วย เช่น มีโบนัส ตามผลกำไรจึงมีผลประโยชน์ขัดกันชัดเจน คสช.รับทราบหรือไม่ แล้วทำไม ไม่รีบแก้ไขให้รวดเร็วเหมือนจัดการกับบอร์ด สสส. หรือมีเหตุผลอื่นที่ คสช.ต้องรีบจัดการ สสส.ด่วนกว่า ซึ่งคงห้ามไม่ให้คนที่ติดตามสถานการณ์คิดไม่ได้”นายสงกรานต์ กล่าว
กรณีกลุ่มธุรกิจเหล้าบุหรี่เข้ามาแทรกแซงจ้องล้ม สสส. นายสงกรานต์ กล่าวว่า คงมีคนคิด เนื่องจากในต่างประเทศก็พบเห็นกันมาก่อน อย่างออสเตรเลีย มีการตั้งองค์กรคล้ายๆ สสส. ใช้งบจากภาษีเหล้า บุหรี่ แต่ธุรกิจก็หาช่องทางฟ้องร้องจนองค์กรล้มไป แต่ของไทย ไม่มีหลักฐานและคงพูดแบบนั้นไม่ได้เต็มที่ เพียงแต่คงมีคนคิด อย่างไรก็ตาม องค์กรแบบ สสส.คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ประโยชน์ มีแต่ธุรกิจที่ทำลายสุขภาพ ทำร้ายสังคมเท่านั้นที่เสียประโยชน์ และมันเกิดกระบวนการทำลายองค์กรแบบ สสส. มาในหลายประเทศแล้ว เพราะธุรกิจเหล่านี้มีกำลังทุนมหาศาล ที่จะทำอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นในสังคมนี้ได้แน่นอน ส่วนตัวแอบคิดว่ากรณี สสส. อาจมีการสอดไส้เรื่อง สสส. มาในคำสั่งนี้ภายหลังหรือไม่
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารมวลชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลของคำสั่งครั้งนี้หากบอกว่ามาจากผลประโยชน์ทับซ้อนจากกรณีการนั่งกรรมการบอร์ดต่างๆ ข้อเท็จจริงคือ สสส.มีการกวดขันเข้มงวดมาก ไม่ให้มีการอนุมัติโครงการใดๆ ที่มีความทับซ้อนเลย ตนมานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดสสส.ประมาณ 1 ปีกว่า ตนไม่เคยอนุมัติโครงการหรือมีส่วนอนุมัติโครงการใดๆ ที่ตนสังกัดอยู่ หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ที่ตนเป็นอนุกรรมการในสสส.ก็ไม่เคยเช่นกัน ยิ่งล่าสุดการประชุมบอร์ดสสส.มีมติให้แก้ระเบียบสสส. กำหนดให้กรรมการที่มีตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆควบคู่นั้น ให้ตัดสินใจเลือกเพียงตำแหน่งเดียวภายในระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจริงๆในบอร์ดฯ ให้เวลา 180 วัน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านขอเพียง 30-60 วันด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ
“จริงๆกรรมการแต่ละท่านอยู่ระหว่างทยอยลาออกจากบอร์ดอื่นๆ มี 2 ท่านเท่าที่ทราบขอลาออกจากบอร์ด สสส.ด้วย มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน และรศ. ประภาภัทร นิยมขณะที่ผมอยู่ระหว่างลาออกจากตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆเช่นกัน อย่างมูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยจึงไม่เข้าใจว่ายังไม่ทันให้เวลากรรมการได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง ตามมติบอร์ดสสส. ก็กลับมีคำสั่งนี้แล้ว ซึ่งผมอยู่ในสถานะต้องปฏิบัติตามก็ต้องเป็นเช่นนั้น”นพ.ยงยุทธ กล่าว
ต่อข้อถามอาขมาจากการแทรกแซงของธุรกิจเหล้าบุหรี่ จ้องล้มล้างสสส.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เป็นข้อสันนิษฐาน เพราะเมื่อพิจารณาเหตุผลอื่นๆ ก็ไม่พบความน่าจะเป็น
ด้านรศ.ประภาภัทร นิยม อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะวัฒนธรรม สสส. กล่าวว่าตนไม่ทราบถึงสาเหตุของการที่ถูกปลดในครั้งนี้ เพราะการทุจริตก็ไม่มี และการเอากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งมาตรา44ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เชื่อว่าต่อให้ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง7คนนี้ สสส.ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ และเชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดที่จะเข้ามาทำก็สามารถเดินหน้าได้ เพราะ สสส.เป็นของสังคมไทยอยู่แล้ว สำ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบถึงสาเหตุการโดนปลด แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร และการถูกปลดก็ไม่ใช่คดีทุจริตจึงมีความกังวลใดๆ ต่อจากนี้ก็คงทำงานที่มีอยู่ต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุว่ามีบริษัทเหล้าบุหรี่พยายามจะล้มสสส.นั้น ตนอยู่วงนอกจึงไม่ทราบและไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้
ภาคประชาชนออกแถลงการณ์ต้านกลุ่มทุน
ขณะเดียวกันได้มีกแถลงการณ์ของขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ปกป้องการปฏิรูประบบสุขภาพ ส่งเสริมการกำกับตรวจสอบสสส.โดยสังคม คัดค้านกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจยึดครองกลไกการปฏิรูประบบสุขภาพความว่า
ตามที่มีคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จำนวน 7 คน ออกจากตำแหน่ง ได้แก่ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ รองประธานกรรมการคนที่ 2 และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ได้แก่ นายสงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รองศาสตราจารย์ประภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร นั้น
ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) ซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ 20 เครือข่าย ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆในพื้นที่ทั่วประเทศ เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวของหัวหน้าคสช.เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม เนื่องจากการตรวจสอบที่ผ่านมาโดยศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) พบว่าการดำเนินงานของสสส.และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมิได้มีการทุจริตแต่ประการใด ส่วนกรณีที่คณะกรรมการของ สสส.บางคนดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ได้รับทุนด้วยนั้นเกิดขึ้นเนื่องด้วย พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ถูกออกแบบให้ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร สสส. ภายใต้ระเบียบการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน(COI)ที่เข้มงวด เช่น คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องไม่สามารถอนุมัติงบประมาณในองค์กรที่ตนเองเกี่ยวข้อง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ทางสังคมปัจจุบัน สสส.และคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมี พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นประธาน ได้ทำงานร่วมกับคณะทำงานของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมโดยเน้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการแก้ไขระเบียบข้อบังคับสสส. หลายฉบับ เน้นแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ และผ่านความเห็นชอบของบอร์ดสสส.เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ให้ดำเนินการไปตามระเบียบดังกล่าวภายใน 90 วัน และคณะกรรมการของ สสส.ได้เริ่มทยอยปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวแล้ว แต่กลับมีประกาศ มาตรา 44 ปลดบอร์ดของ สสส. อย่างมีเงื่อนงำดังกล่าว
ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนเชื่อว่า คำสั่งดังกล่าวจะนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการกรรมการกองทุนและแต่งตั้งผู้จัดการสสส.คนใหม่ ที่มาจากกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐ และตัวแทนจากกลุ่มทุนบางกลุ่มเข้ามาเป็นคณะกรรมการและผู้จัดการ สสส. คนใหม่ เพื่อมิให้การดำเนินการของสสส. ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ยาและอาหาร เป็นต้น สร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์ในกิจการของตน รวมทั้งเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากกองทุนของสสส. ได้โดยปราศจากการตรวจสอบของสังคม
เพื่อปกป้องการปฏิรูประบบสุขภาพที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปีโดยภาคประชาชนหลากหลายเครือข่าย ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนขอประกาศ คัดค้านคำสั่งของ คสช.ที่ปลดคณะกรรมการทั้ง 7 คนออกโดยไม่ชอบธรรม และจะดำเนินการคัดค้านการประกาศแต่งตั้งกรรมการกองทุนคณะใหม่ หากพบว่าบุคคลที่จะถูกตั้งขึ้นมานั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่ขัดขวางการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน หรือมิได้ยึดโยงกับภาคประชาชน
ทั้งนี้ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน จะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ของตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2558 เพื่อประกาศแนวทางและมาตรการในการเคลื่อนไหวในกรณีดังกล่าว โดยเครือข่ายที่ตอบรับการประชุมเพื่อร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ได้แก่ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch) เครือข่ายองค์กรแรงงานไทย(อรท.) เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปํญหาสถานะ เครือข่ายสุขภาวะผู้หญิง เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายหมออนามัย เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายนักวิชาการปฏิรูประบบสุขภาพ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เครือข่ายสมาคมวิศการ เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกัน เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน
คตร.ปลดล็อกบิกจ่ายโครงการสสส.วงเงิน5ล้าน
ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จากกรณีที่มีการปลดบอร์ดสสส. 7 คนนั้น ตนได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานบอร์ด สสส. ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริประธาน คตร. และ นพ.กิตติศักดิ์ กลับดีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เพื่อหารือเรื่องนี้แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่า การย้ายตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ และไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีความผิด แต่เพื่อให้เกิดการตรวจสอบเท่านั้น โดยขณะนี้องค์ประชุมของบอร์ดยังถือว่าครบตามระเบียบสามารถจัดประชุมบอร์ดได้ ซึ่งจะมีการเร่งรัดกระบวนการสรรหาตามระเบียบหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะมีการประชุมบอร์ดในวันที่15ม.ค.นี้
“คตร.ยังได้แจ้งว่า ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบ สสส. ทำครบตามกระบวนการแล้ว เห็นสมควรให้ยกเลิกมาตรการตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการต่างๆของสสส.วงเงิน5ล้านบาท เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำหนังสือส่งไปยังประธานบอร์ดและคตร.ต่อไป”ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าว