สังเกตุการณ์ประชามติซบ กกต.ไม่เชิญใคร อ้างรับรองไม่ไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/230279

การเมือง  :  17 มิ.ย. 2559

สังเกตุการณ์ประชามติซบ กกต.ไม่เชิญใคร อ้างรับรองไม่ไหว

-สังเกตการณ์ประชามติซบ กกต. ไม่เชิญใคร อ้างไม่ปิดรับแต่แค่ดูแลตามอัตภาพ กรธ.ชี้เป็นเรื่องภายใน นักวิชาการแนะเปิดเพื่อการยอมรับ

          ผูู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการที่ประเทศไทยกำลังจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ที่จะถึงนี้ และมีหลายฝ่ายต้องการให้มีการสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั้งจากเครือข่ายในประเทศไทย และจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีท่าทีทั้งจาก กกต. และ รัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้มีการให้มีการสังเกตการณ์ทำประชามติจากต่างชาติ โดยระบุว่า เป็นเรื่องภายในประเทศ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับระบุว่าการสังเกตการณ์โดยคนภายนอกจะทำให้การทำประชามติเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบกับทาง กกต. นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการด้านบริหารงานทั่วไป เปิดเผยว่า มีองค์กรต่างประเทศที่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ 2 องค์กร คือ ANFREL กับ มูลนิธิเอเชียฟาวเดชั่น ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในภูมิภาคเอเชีย มีสมาชิกในแต่ละประเทศประมาณ 10-20 คน ส่วนประเทศที่ติดต่อขอเข้าร่วมสังเกตการณ์คือ กกต. ประเทศภูฏาน ขณะยังมีองค์กรอื่นๆทั้งในและต่างประเทศที่ประสานเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าก่อนถึงวันออกเสียงจะมีองค์กรเข้ามาร่วมสังเกตการณ์จำนวนมาก

นายธนิศร์ กล่าวอีกว่า การที่ กกต.ไม่ได้เชิญองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ออกเสียงประชามตินั้น เป็นเรื่องของนโยบายที่มีมาแต่เดิม เพราะถ้าเชิญแล้วเชิญไม่ครบทุกประเทศทุกองค์กร ก็อาจถูกมองว่าเลือกปฎิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงเราไม่มีการเชิญ แต่ กกต.ก็พร้อมจะให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกกับองค์กรในประเทศและต่างประเทศที่จะขอเข้ามาสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ ซึ่งถือปฎิบัติมาทุกครั้งในการเลือกตั้ โดยในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ กกต.ก็จะมีการเปิดศูนย์เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้สังเกตุการณ์ โดยคาดว่าจะมีเข้ามา 20 คณะ รวมไม่เกิน 100 คน

อันเฟรลยังรอคำตอบจาก กกต.

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Anfrel) นายพงศ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Anfrel) เปิดเผยว่ายังรอการตอบรับจาก กกต. ในการเข้าสังเกตุการณ์การทำประชามติในเดือน ส.ค. นี้ โดยทางอันเฟรลได้หารือกับ กกต. เมื่อเดือนที่ผ่านมา และได้รับสัญญาณที่เป็นบวก นอกจากนี้ทางอันเฟรลแสดงความกังวลต่อการแสดงความเห็นเกี่ยวกับประชามติในการหารือกับ กกต. อีกด้วย โดยทางอันเฟรลยังคงต้องการการรับรองอย่างเป็นทางการที่จะทำตามแผนสังเกตุการณ์

นายพงศ์ศักดิ์ซึ่งยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ กลุ่ม We Watch ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่เข้าไปพูดคุยกับ กกต. ในการขอเข้าสังเกตุการณ์ประชามติ ได้ระบุว่าในเวลานั้น กกต. แจ้งครือข่ายในประเทศว่าพ.ร.บประชามติไม่ได้ระบุให้มีการเข้าไปสังเกตการณ์โดยบุคคลที่สาม “ผมคิดว่ากกต. ควรเปิดให้มีการสังเกตการณ์เพราะถึง พ.ร.บ.ประชามติจะไม่ได้ระบุไว้แต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการสังเกตการณ์เพื่อเป็นการยอมรับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กกต. พลิกยังไม่ได้รับหนังสือจาก ANFREL  อ้างติดต่อมารอบแรกแต่ไม่อนุมัติเพราะงบไม่พอ แจงไม่เชิญใคร แค่ดูแลตามอัตภาพ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามไปยัง กกต. ซ้ำอีกครั้งว่าตกลงแล้วได้มีการอนุมัติให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์หรือยัง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ระบุว่า กกต. ยังไม่ได้รับหนังสือจากอันเฟรลแต่ถ้าขอมาก็อนุมัติให้เข้าร่วมสังเกตการณ์อยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ทางอันเฟรลได้เดินทางมาพบกกต.และแจ้งความประสงค์มาขอติดตามการออกเสียงประชามติ2รูปแบบคือรูปแบบแรกขอให้สมาชิกในภูมิภาคเอเชียเข้ามา2-3คนเพื่อทำวิจัย15วันซึ่งกกต.บอกเลยว่าแบบนี้เราคงให้มาร่วมไม่ได้เนื่องจากไม่มีงบประมาณพอที่จะรองรับที่ต้องรับรองค่าที่พักค่าอาหารค่าจ้างล่ามค่าวิทยากรอื่นๆอีกเราจึงปฏิเสธไปแต่สำหรับแบบที่สองที่เขาขอมาคือให้สมาชิกในภูมิภาคเอเชีย10ประเทศประมาณ15-20คนเข้าร่วมสังเกตการณ์3วันก่อนและหลังวันออกเสียงแบบนี้เราสามารถรองรับได้ตามอัตภาพที่เรามีและพร้อมอำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว

“กกต.จะจัดรวมกับองค์กรอื่นๆที่ขอเข้ามาร่วมสังเกตการณ์แบ่งเป็นกลุ่มละ50คนเพื่อจัดวิทยากรและล่ามแปลภาษาคอยช่วยดูแลและอธิบายขั้นตอนต่างๆในการออกเสียงประชามติครั้งนี้แต่เมื่อองค์กรเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศไทยด้วย”นายสมชัย กล่าว

องค์กรกลางเตรียมลงพื้นที่ เผย กกต. ไม่เชิญใครมานานแล้ว

ขณะที่นายสกุล สื่อทรงธรรม กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า กกต.ไม่ได้มีการเชิญองค์กรต่างๆเข้าร่วมสังเกตการณ์มานานแล้ว แต่ถ้าองค์กรใดสนใจก็ประสานไปได้ เพราะเราเองก็ประสานไปเช่นกัน โดยในเบื้องต้นเราจะส่งประเด็นที่จะร่วมสังเกตการณ์ออกเสียงประชามติครั้งนี้ ทั้งก่อนวันออกเสียงและภายในวันออกเสียงกว่า 50 ประเด็น เช่น ก่อนวันออกเสียงมีการรณรงค์ที่ผิดกฎหมายหรือไม่ มีการอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ เรื่องเหล่านี้เราจะให้อาสาสมัครที่เป็นข้าราชการเกษียณ หรือเป็นคนที่ทำงานในพื้นที่นั้นๆ เป็นคนสังเกตการณ์ ซึ่งจะคุ้นเคยกับพื้นที่และคนในชุมชนเป็นอย่างดี เหมือนทุกครั้งที่จัดการเลือกตั้ง

นายสุกล กล่าวต่อว่า การร่วมสังเกตการณ์ของเรา เพื่อเก็บข้อมูลนำไปสู่การสรุปผลและเป็นบทเรียนในอนาคต เพื่อการปรับปรุงในมีประสิทธิภาพขึ้น เพราะเมื่อครั้งประชามติ ปี50 เราก็ร่วมสังเกตการณ์ 42 จังหวัด ซึ่งขณะนั้นมีข่าวลือหนาหูว่าทหารจะระดมคนไปลงระชามติ เพื่อให้ประชามติผ่านไปให้ได้ ซึ่งเราจับตามองในพื้นที่ทหารเป็นอย่างมาก แต่ผลสรุปออกมาไม่เป็นเช่นนั้น ทหารไม่ได้มีการระดมคนแต่อย่างใด นี่จึงแสดงให้เห็นว่า หากเราไม่มีข้อมูลในพื้นที่ และมีการคิดเองเออเองขึ้นมา ท้ายสุดจะเกิดปัญหาตามมามากกว่า

“เราไม่ได้รับเชิญจากกกต. มานานมากแล้ว” นายสกุลกล่าว

กรธ.ชี้เป็นเรื่องภายใน คนนอกไม่เกี่ยว

ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง กกต. ระบุว่า ตนไม่ขอให้ความเห็นเพราะเป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องพิจารณาในแนวทางดังกล่าว ส่วนตนฐานะ กรธ. ที่มีหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญจึงให้ความเห็นไม่ได้ว่า การให้องค์กรใดเข้าสังเกตการณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเกิดผลดี หรือผลเสียต่อการดำเนินการประชามติรอบนี้อย่างไร

ทั้งนี้ช่วงที่ตนเป็น กกต. และผ่านการทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาแล้ว รอบนั้นมีความพยายามที่จะเข้ามาสังเกตการณ์ประชามติ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ที่ขอเข้ามาลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลไทย และ กกต. ต่อการทำหน้าที่สังเกตการณ์กระบวนการทำประชามติ แต่รอบนั้นรัฐบาลที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ไม่ตกลงและ กกต. ก็ไม่ยินยอม เพราะในเอ็มโอยูนั้นระบุด้วยว่าต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงประชามติมอบให้กับอียูที่จะเข้ามาสังเกตการณ์ด้วย ทำให้รัฐบาลและกกต. ไม่ยอมลงนามด้วย เพราะเห็นว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่รอบนั้นไม่ได้ปิดกั้นเครือข่ายใดที่จะเข้าสังเกตการณ์ ซึ่งมีเครือข่ายเอกชนเข้ามาสังเกตการณ์ แต่ก็ไม่มีรายงานใดๆ ออกมาถึงผลของกระบวนการทำประชามติรอบนั้น

ด้านนาย อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า การเข้าสังเกตการณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเครือข่ายหรือองค์กรต่างๆ มีข้อดี คือ เพื่อทำให้เห็นถึงความโปร่งใส ซึ่งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามตินั้นมีความโปร่งใสมาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งนี้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่การเลือกตั้ง ที่ต้องมาจับตาการทุจริต ส่วนข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้น คือ การเข้ามาแทรกแซง ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องภายในประเทศ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับคนในรัฐ ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก และหากปล่อยให้องค์กรภายนอกเข้ามาอาจทำให้เกิดการชี้นำและแทรกแซงได้ อย่างไรก็ตามตนมีความเห็นต่อเรื่องสังเกตการณ์ประชามติในทำนองเดียวกันกับความเห็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุว่าเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญควรให้เป็นเรื่องภายในประเทศ และไม่ควรให้องค์กรภายนอกเข้าสังเกตการณ์

ขณะที่เครือข่ายในประเทศไทย ที่จะจับตาและสังเกตการณ์ประชามติ ตนมองว่าสามารถทำได้แต่อย่ากระทำสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย

นักวิชาการเชื่อ คสช. ไม่ให้ต่างชาติร่วมหวั่นถูกจับผิด เชื่อรายงานออกมาภาพลบมากกว่าภาพดี

นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่จะมีองค์กรมาสังเกตการณ์ประชามติ เพราะจะช่วยตรวจสอบว่ากระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และส่วนสำคัญของข้อดีคือ จะทำให้ประชาชนมั่นใจต่อความโปร่งใสในการทำประชามติ และหากเป็นองค์กรต่างชาติเข้าสังเกตการณ์จะทำให้การทำประชามติเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติด้วย ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลต่อประเด็นนี้ และมีแนวโน้มว่าจะไม่ให้ผู้ใดเข้าสังเกตการณ์ เพราะอาจเกิดความระแวง ที่องค์กรต่างชาติจะเข้ามาจับผิด เพราะองค์กรต่างชาติ อย่าง สหภาพยุโรป (อียู) ที่เดินตามสหรัฐอเมริกาประเทศที่เน้นเรื่องประชาธิปไตยในเชิงหลักการ ดังนั้นเมื่อองค์กรต่างชาติเข้ามาอาจหามุมจับผิดได้

แต่ในอีกมุมมองหากรัฐบาลไม่มีอะไรที่ปิดบัง หรือ ทำผิดอะไร ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำมาในกระบวนการออกเสียงประชามติพบว่ามีปัญหาทั้งในเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการออกเสียงที่ถูกโต้แย้ง คัดค้าน ดังนั้นประเด็นดังกล่าวอาจเป็นการเปิดช่องให้จับเป็นประเด็นเพื่อสร้างปัญหาได้ และเชื่อว่ารายงานของต่างชาติต่อเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นรายงานของภาพลบมากกว่าภาพดี

อย่างไรก็ตามประเด็นที่รัฐบาล คสช. ไม่อยากให้เข้ามาสังเกตการณ์ เพราะเมื่อรัฐบาลทุ่มเททรัพยากรภาครัฐจำนวนมาก แต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ในทางเดียวกันอาจกระตุ้นให้เกิดการไม่ยอมรับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในแง่หลักการความมั่นคงจึงไม่อยากให้เข้ามา

อ.รัฐศาสตร์จี้เปิดสังเกตการณ์

นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเข้าสังเกตการณ์ประชามติ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะส่งผลให้คนเชื่อถือในผลของการออกเสียงประชามติ แต่สำหรับคนที่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ต้องไม่ใช่เป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล หรือฝ่ายใด และต้องมีความเป็นกลาง เพราะการลงประชามตินั้นถือว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จัดให้กับประชาชน

สำหรับผลดีที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลเปิดให้มีการสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ คือ การได้รับการยอมรับกับผลคะแนนประชามติในบรรยากาศที่มีข้อจำกัดของการรณรงค์ และแสดงความเห็น ทั้งนี้หากรัฐบาลระแวงต่อการเข้าสังเกตการณ์ ควรวางหลักเกณฑ์ กติกา หรือขอบเขตที่เป็นไปตามหลักการสากล ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเปิดให้มีการสังเกตการณ์ อาจมีข้อเสีย คือ องค์กรที่เข้ามาทำหน้าที่สังเกตการณ์อาจไม่เข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยที่มีความเฉพาะตัว และการเข้ามาด้วยมุมมองเพียงมุมเดียว อาจทำให้การสังเกตการณ์เกิดอคติได้ แต่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่รัฐบาลมีคู่ขัดแย้งและประชาชนบางส่วนไม่เชื่อในกระบวนการประชามติ ตนมองว่ารัฐบาลควรเปิดการสังเกตการณ์ประชามติ เพราะจะเป็นผลดีกับรัฐบาลในแง่การันตีของกระบวนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำให้เกิดกรยอมรับมากขึ้น

ขณะที่ผลดีกับประชาชนต่อเรื่องดังกล่าว คือ จะได้รับความมั่นใจ ว่ารัฐบาลมีความพยายามทำให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการออกเสียง และผู้สังเกตการณ์จะถือว่าเป็นหูเป็นตา สร้างความเป็นธรรม


Leave a comment