ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/231428

การเมือง > ข่าวการเมือง : 27 มิ.ย. 2559
นักการเมือง-นักวิชาการ ร่วมวงถกร่างรธน.ดุเดือด
นักการเมือง-นักวิชาการ ถกร่างรธน.ดุเดือด “นิพิฏฐ์”ลั่นรับไม่ได้ร่างรธน.ที่เอาความกลัวเป็นตัวตั้ง “เจ๊หน่อย”เผย นัดคุยนักการเมืองรุ่นเก๋าร่วมแก้ปัญหาสัปดาห์หน้า
ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม มีการจัดเวทีถกแถลงหัวข้อ “ร่างรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลไว้อย่างไร” โดยมีนักการเมือง และนักวิชาการร่วมเวทีจำนวนมาก อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายโคทม อารียา อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนฯ และนายปกรณ์ อารีกุล ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นต้น
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ตนติดใจกระบวนการได้มาของรัฐธรรมนูญ คนที่ร่างมีแนวคิดอย่างไร ตรรกะอะไรในการทำรัฐธรรมนูญ ตนเห็นว่าตรรกะมันผิด เพราะประชาธิปไตยคือปกครองด้วยเสียงข้างมาก แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างมาด้วยความกลัวเสียงข้างมาก พูดง่ายๆ คือ กลัวพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาล ซึ่งการเอาความกลัวมาเป็นตัวตั้ง คิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาจะทำอย่างไร มันจึงเลยเถิดไปถึงขั้นจะไม่ให้เสียงข้างมากมาเป็นรัฐบาล ดูได้จากคำถามพ่วงประชามติโดยให้นำส.ว.มาเลือกใครก็ได้มาเป็นรัฐบาล ทั้งนี้ ตนเห็นว่าใครได้เสียงข้างมากก็มีความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาล ถ้าไม่ให้เขาเป็นรัฐบาลจะใช้เหตุผลอะไร ไม่มีเลย ตนสนับสนุนทุกพรรคที่ได้เสียงข้างมากให้เขาเป็นรัฐบาล แต่รัฐธรรมนูญไปไกลมาก ให้ส.ว.มาโหวตนายกฯ ได้ ซึ่งตนรับไม่ได้
นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ล้อมาจากมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 50 แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เพิ่มข้อความอีกคือ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับแก่กรณีหรือการกระทำใด ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย คือได้เพิ่มคำว่าประเทศไทยเข้าไปด้วย ซึ่งเขาอาจจะมองว่าการปกครองของระบอบประชาธิปไตยของไทยกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของสากลแตกต่างกัน จึงต้องวินิจฉัยไปตามแบบไทยๆ โดยที่ให้มีองค์คณะ 12 คนมาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ตรงนี้ตนไม่ติดใจอะไรมาก
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะกำกับควบคุมฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาล เป็นรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา ต่างจากรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแบบสากล เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้น นักการเมือง พรรคการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่การพยายามกำกับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในลักษณะแบบนี้ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร กลไกที่วางไว้ทำให้การบริหารประเทศทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลกระดิกไม่ได้เลย ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงต่อประชาชน ทั้งนี้ หลักการของการกำกับการตรวจสอบ คือต้องให้รัฐบาลสามารถบริหารด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีเสถียรภาพ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ทุกคนสนับสนุนการปราบโกง แต่ต้องมีกลไกให้รัฐบาลทำงานได้ด้วย การออกแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ทำให้เกิดผลกระทบให้รัฐบาลทำตามนโยบายไม่ได้ เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ต้องพยายามจัดสรรอำนาจให้เป็นแบบประชาธิปไตยสากล แต่กลายเป็นประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจตุลาการ องค์กรอิสระ นิติบัญญัติ คือส.ว. 250 คนเป็นตัวควบคุมรัฐบาลในการทำงานทั้งหมดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า พวกเราผ่านความเจ็บปวดกับวิกฤตการเมืองความขัดแย้งมานาน ทุกคนอยากก้าวข้ามด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ตนได้อ่านแล้วก็กังวลว่า การออกแบบมาอย่างนี้จะเดินไปสู่อะไร จะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร มั่นใจได้อย่างไรว่าบุคคลที่มามีตำแหน่งทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลจะมีความเป็นกลาง เป็นอิสระ เป็นธรรม ระบบถ่วงดุลอำนาจอยู่ไหน เพราะเขาต้องพยายามทำให้คสช.พอใจในการควบคุมรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอิสระ อำนาจศาล คอยกำกับรัฐบาล ตนกังวลในเรื่องอำนาจขององค์กรอิสระในการยับยั้งนโยบาย ทั้งกกต. สตง. และ ป.ป.ช. การให้อำนาจแบบนี้รัฐบาลจะทำอะไรให้ประชาชนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องที่จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั้นคงไม่มีใครจะมาฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ต่อไปไม่มีการลากรถถังออกมา ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเขาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นยุทธศาสตร์ยาว 20 ปี เป็นเรื่องยากที่จะฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่นักการเมืองก็ต้องมามองตัวเองด้วยว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะได้ยินว่าหลังจากนี้จะมีการสั่งให้จดแจ้งทะเบียนพรรคใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไร แล้วจะมีซุปเปอร์บอร์ดเข้ามาคุม
“ก่อนร่วมเวที ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างดิฉันกับท่านนิพิฏฐ์และท่านสมศักดิ์ เราเห็นตรงกันว่า นักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเดินมาสู่จุดนี้ เราจึงจะมีการนัดพูดคุยเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรรคภายในสัปดาห์หน้า เราเป็นกลุ่มนักเมืองเก่าแก่ เห็นความเป็นไปของบ้านเมือง ซึ่งเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศและคนรุ่นต่อไป ส่วนจะต้องมีการทำสัตยาบันระหว่างนักการเมืองเพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า นักการจะร่วมกันแก้ปัญหาหรือไม่นั้นคงต้องคุยกันก่อน คงจะยังไม่ถึงสัตยาบัน แต่เราก็เห็นตรงกันว่า นักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แต่เป็นการเน้นควบคุม โดยจัดสรรอำนาจใหม่ในกลุ่มข้าราชการ กองทัพ ตุลาการ องค์กรอิสระ หรือการควบคุมกำกับประชาธิปไตย หากตั้งโจทย์ที่ว่า จะแก้ไขเรื่องธรรมาภิบาลก็ต้องแก้ที่นักการเมืองด้วย ต้องใช้ธรรมาธิปไตยเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่ใช้รัฐธรรมนูญเข้ามากำกับควบคุม” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรายังไม่ได้กำหนดวันที่จะนัดหารือกัน แต่คนที่มาร่วมคุยกันไม่ใช่แค่เรา 3 คนเท่านั้น แต่จะชวนเพื่อนอดีตส.ส.จากพรรคอื่นมาหารือด้วย แล้วหลังจากที่หารือจนได้เป็นข้อยุติแล้ว จะมีการแถลงร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจนักการเมืองว่าเข้ามาช่วยแก้ปัญหา
นายโคทม กล่าวว่า กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น รู้สึกเสียดายที่ผู้ร่างมาจากคสช.โดยตรง และเหมือนกับว่ารับจดหมายจากคสช.มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมด ยังดีที่มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พอที่จะทำให้เกิดความชอบธรรม แต่ดูไปดูมาแล้วการออกเสียงลงประชามติกลับมีการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัว ทั้งๆ ที่กระบวนการนี้ต้องการเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมกันของทั้งผู้รับและไม่รับร่าง แต่ยังพอมีเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องจะไปทำให้กระบวนการออกเสียงประชามติเกิดเสรีภาพและความเท่าเทียมทั้งในเรื่องการแสดงความคิดเห็นและการรณรงค์ของทั้งสองฝ่าย ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไว้ใจคสช.เพราะขอให้คสช.ช่วยคิด แนวทางการปฏิรูปประเทศ คิดแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่ไม่ไว้ใจนักการเมือง จากที่เห็นคือ ผู้ร่างขอให้คสช.เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้อำนาจในการ ร่วมกับส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรีและออกกฎหมาย
นายปกรณ์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องการกำกับรัฐบาลโดยไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงหรือความคิดของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ออกมาประท้วงทุกรัฐบาลที่เห็นว่ากำลังดำเนินนโยบายที่สร้างปัญหาให้ประชาชน เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ยึดติดหรือผูกขาดว่าจะเลือกผู้แทนคนใดคนหนึ่ง เลือกตั้งแต่ละครั้งก็เลือกผู้แทนไม่ซ้ำคนหรือซ้ำพรรค การเลือกตั้งจึงมีความสำคัญมาก แต่กรธ.ไม่เข้าใจว่า คนกำกับรัฐบาลที่ดีที่สุดคือประชาชน ขณะนี้สื่อกำลังให้ความสนใจการลงประชามติที่ประเทศอังกฤษ แต่ประชามติในไทยกำลังมีนักศึกษาถูกจองจำในเรือนจำ 7 คน เมื่อเจ้าหน้าที่ระบุว่าเราขัดคำสั่งคสช.ถึงได้รู้ตัวว่าเราไม่สามารถอ้างสิทธิความชอบธรรมได้ แต่อย่าลืมว่าในประเทศไทยมีคนติดคุกเพราะมีความเห็นแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญ ทางออกที่พอเป็นไปได้คือ อยากให้พรรคการเมืองร่วมกันทำสัตยาบันในการปฏิรูปการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย
นางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับที่เกิดจากความกลัว ยังไม่ได้หาสมมติฐานของโรค แต่ใส่ป้องกันในรัฐธรรมนูญ เรื่องที่กังวลมากที่สุดคือมาตรา 5 เหมือนเป็นการกลับมาของมาตรา 7 ถูกเถียงกันมากว่าประเพณีการปกครองไม่ใช่แบบนี้ จึงระบุว่าต้องเป็นประเพณีการปกครองแบบไทย รวมทั้งยังมีการระบุด้วยว่า 12 คนเป็นใครบ้าง มาตรา 5 เป็นการเปิดช่องไว้อย่างชัดเจนที่เราสามารถใช้ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง ต้องตั้งคำถามว่า วิธีคิดแบบนี้ควรหรือไม่ควร ประชาธิปไตยต้องอยู่ใต้การกำกับ เรากลับไปสู่ยุคคุณพ่อรู้ดี คุณพี่ทำทุกเรื่อง รัฐจะเป็นคุณพ่อรู้ดี ส่วนคุณพี่นี่คือระบบราชการ ถ้าคนที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ก็จะกลับไปหาระบบราชการ
นางนฤมล กล่าวอีกว่า หากใช้ในช่วงศตวรรษที่ 21 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะหาผู้ตัดสินใหม่ แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าการให้ศาลเป็นกรรมการจะเป็นทางออก เพราะเรามีปัญหาวิกฤตความชอบธรรม แต่เดิมวิกฤตดังกล่าวก็อยู่ที่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ นี่จะเพิ่มไปยังส่วนที่สามคือตุลาการ เราจะเห็นความพยายามในการกลับมาของรัฐราชการ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ระบบราชการไทยปรับตัวทันกับโลกาภิวัฒน์จริงหรือไม่ เรากำลังสนับสนุนการกลับมาแบบนี้ซึ่งอาจไม่ใช่ทางออกของระบบการเมืองไทย การเปลี่ยนผ่านจะเปลี่ยนไม่ผ่านจริงๆ เข้าใจว่าคนร่างมองคนที่มาจากการเลือกตั้งมีธรรมาภิบาลต่ำ แต่พวกอำนาจนิยมก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะมีธรรมาภิบาลที่สูงกว่า ทำอย่างไรจะทำให้อำนาจที่เป็นของคนส่วนใหญ่อยู่ที่คนส่วนใหญ่ เพราะขณะนี้กำลังใช้อำนาจคนส่วนใหญ่ไปให้คนส่วนน้อย อย่างน้อยต้องให้ประชาชนรู้ว่าทำแบบนี้เพราะอะไร
ขณะที่นายศิโรฒม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาว่า การกำกับรัฐบาลแล้วใครจะคุมคนกำกับรัฐบาลอีกทีหนึ่ง นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่คุมรัฐบาลใครจะคุมคนเหล่านี้ ถ้าอยากจะคุมรัฐบาลต้องตอบคำถามว่า เป็นตัวแทนส่วนไหนของสังคม ตอนนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามีความยึดโยงกับประชาชนตรงไหน ระบบการควบคุมรัฐบาลเราจะเห็นว่าสองมาตรฐานการควบคุม เพราะจะมีแต่การควบคุมการทำงานของรัฐบาลปกติ เน้นแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในเวลาที่ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเห็นการควบคุมแบบนี้หรือไม่ ทำไมกลไกแบบนี้ไม่พูดถึงเลยเวลาที่ไม่มีการเลือกตั้ง คนที่ควบคุมรัฐบาลเราสามารถตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน
นายศิโรฒน์ กล่าวอีกว่า การกำกับรัฐบาลจะมีสามขาหลักคือ ดึงกลไกวิธีคิดมาจากระบบการเมืองในปัจุบัน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เอาระบบอำนาจปัจจุบันไปอยู่ในรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ผ่านการคิดอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ให้นักการเมืองหรือคนที่มาจากการเลือกตั้งมีส่วนร่วมกับงบประมาณ เหตุผลคือ มองว่าส.ส. ส.ว. มีส่วนได้เสีย ถ้ากรณีที่ส.ส. ส.ว. มีความเชื่อมโยงกับประชาชนแต่ไปมองว่ากลัวมีผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบราชการจะไม่มีประโยชน์ทับซ้อน เช่น งบกลาโหม ทำไมถึงเพิ่มเร็วกว่าปกติ เพิ่มสัดส่วนที่มากกว่าการเพิ่มงบประมาณประเทศ เรื่องนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาที่ไม่มีนักการเมืองกำหนดงบประมาณ เรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศมีการกำหนดโทษคนที่ไม่ทำตามกรอบดังกล่าว ถ้ากรอบยุทธศาสตร์ 20 ปีผิด การตรวจสอบคนที่กำหนดแผนจะอยู่ตรงไหน โจทย์แบบนี้ไม่ได้ช่วยประเทศไทยให้มีความแข็งแรง.