ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/231679



การเมือง > ข่าวการเมือง : 29 มิ.ย. 2559
“อลงกรณ์” นำทีม สปท. พบปชป. แจงคืบหน้าปฏิรูป
“อลงกรณ์” นำทีม สปท. พบปชป. แจงคืบหน้าปฏิรูป “มาร์ค” ชี้สปท. เหมือนคนนั่งข้างเบาะคนขับ บอกทางได้ แต่บังคับให้คนขับตามไม่ได้ วอนปลดล็อคประชุมพรรค เพื่อปฏิรูป
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของ สปท. อาทิ พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย และนายกษิต ภิรมย์ เป็นต้น ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเกียรติ สิทธีอมร คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคฯ นายชวนนท์ อิทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคฯ และ น.ต.สุธรรม ระหงษ์ ผู้อำนวยการพรรคฯ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศของ สปท. โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่า จุดประสงค์ในการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ เพื่อมาชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.รายงานชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศของ สปท. 2.รับฟังขอเสนอแนะของพรรคการเมือง เพราะเป็นหน้าที่ของ สปท. และ 3.สร้างบรรยากาศความร่วมมือเรื่องการปฏิรูปประเทศของ สปท. ทั้งนี้พรรคการเมืองถือเป็นส่วนสำคัญของภาคสังคมประชาชน สิ่งที่สปท.ทำ ไม่ได้เพื่อสืบทอดอำนาจและภารกิจต่างๆไม่ได้ทำเพื่อใคร ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะเข้ามาสานต่อในการปฏิรูปเหล่านี้ให้ครอบคลุมการปฏิรูปทุกด้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนติดตามงานของ สปท. มาตลอด โดยนายกษิต ภิรมย์ ได้รายงานให้ตนทราบว่าที่ผ่านมามีอะไรบ้าง โดยตนก็เป็นคนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปมาตลอด ซึ่งการปฏิรูปจะทำให้สำเร็จเพียงด้านเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะต้องได้รับแรงสนับสนุนจากเจตนารมณ์ของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องเป็นพรรคที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ที่สามารถทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่หลังจากจากรัฐประหารเราไม่เคยได้ยินหลักการที่ชัดเจนว่า เราจะปฏิรูปอย่างไร คำว่า “มั่นคง มั่งคัง ยั่งยืน” แต่นั่นคือเป้าหมายไม่ใช่หลักการ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทำงานมา 2 ปี มีกฎหมายกว่า 170 ฉบับ แต่แนวโน้มหนักไปในทางการขยายการเพิ่มอำนาจข้าราชการ และการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้สวนทางกับแนวทางการปฏิรูป เช่น การตั้งศาลทุจริต ที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าต่อไปนี้จะไม่มีคนโกง ทั้งที่ความจริงแล้วศาลทุจริตไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการกับนักการเมือง แต่ใช้ดำเนินกับข้าราชการ ทั้งนี้ สปท. แม้จะถูกระบุหน้าที่ว่า ทำการปฏิรูป แต่ก็เหมือนคนที่นั่งข้างเบาะคนขับรถ สามารถชี้บอกทางได้ แต่เขาจะเชื่อ สปท. หรือจะเชื่อกูเกิ้ล นั้นก็ทำอะไรไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงขอฝากข้อห่วงใยใน 2 ประการ คือ 1.ทุกอย่างที่ทำอยู่ทั้งหมดไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ การปฏิรูปอะไรก็ตามสุดท้ายก็ต้องส่งไม้ต่อให้กับคณะกรรมการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับร่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตคณะกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่อการปฏิรูปตำรวจ ที่แยกการสืบสวนออกออกจากกรมตำรวจ ซึ่งมีความชัดเจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อเทียบฉบับกับปี 40-50 จะเห็นได้ว่ามีความถดถอยอย่างชัดเจน เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญก้าวหน้าจะมีภาคประชาชนและฝ่ายต่างๆ ออกมาขานรับ แต่ครั้งนี้ปฏิกิริยาตรงข้าม สิ่งสำคัญคือ สิทธิเสรีภาพถูกลดทอน ทำให้เกิดข้อวิตกว่าสุดท้ายแล้วจะตอบสนองการปฏิรูปจากภาคประชาชนได้อย่างไร ที่ผ่านมามีอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ปรับทุกข์กับตนว่า แผนที่นำเสนอไปผู้มีอำนาจเลือกทำแต่สิ่งที่อยากทำคือ อยากทำอะไรก็หยิบมา แล้วบอกว่านี่คือการปฏิรูป ส่วนใหญ่เป็นการขายองค์กร เพิ่มอำนาจหน่วยงาน ยิ่งทำให้งบประมาณบานปลาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า 2.ถ้าการเมืองยังไม่ดีขึ้นการปฏิรูปทุกอย่างจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเราต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส หากเรายังมีความขัดแข้งเรื่องกติกาสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะกระบวนการทำประชามติต้องไปดูประเทศที่เขาทำว่าทำไว้อย่างไรบ้าง โดยการทำประชามติคือความหวังให้ประชาชนรับรองเห็นชอบกระบวนการนั้นๆ ซึ่งการทำประชามติเกิดขึ้นในลักษณะที่ว่า ใครขยับทำอะไรแล้วไม่แน่ใจว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยอะไรได้หรือไม่ กรณีมาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ขณะเดียวกันก็มีการใช้กลไกรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผลออกมาว่าประชาชนยอมรับจะสร้างความชอบธรรมอย่างไร จึงห่วงว่าอาจเกิดความขัดแย้งตามมา แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นประเด็นทางการเมือง เชื่อว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จนกระทบต่อทิศทางการปฏิรูปประเทศอย่างแน่นอน
“การปฏิรูปพรรคการเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าพรรคการเมืองไม่สามารถประชุมได้ และถ้าเรามีโอกาสประชุมพรรคเพียง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง รองประธาน สปท.คงทราบดีว่า พรรคการเมืองเขาจะปฏิรูปพรรค หรือหาเสียงกันแน่ ถ้าอยากให้มีการปฏิรูปพรรคผู้มีอำนาจต้องให้พรรคประชุม ผมไม่ขอไปปราศรัยอะไร ขอแค่ประชุมเพื่อปฏิรูปองค์ตัวเอง นี่จะเป็นจุดทดสอบว่า ถ้าใกล้ถึงวันเลือกตั้งแล้วประชาชนถามว่า พรรคการเมืองจะปฏิรูปอย่างไร แล้วพรรคการเมืองตอบได้ ก็ถือว่าสำเร็จ แต่ถ้าพรรคการเมืองยังหาเสียงแบบการใช้นโยบายประชานิยิมที่มีผลต่อคะแนนเสียง ก็จะย้อนกลับมาเหมือนเดิม ผมอยากบอกว่า อย่างไรเสียบ้านเมืองเราหนีไม่พ้นความเป็นประชาธิปไตย หนีไม่พ้นระบบตัวแทนที่ต้องมาจากประชาชนอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ กล่าว.