ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/231671


การเมือง : 29 มิ.ย. 2559
(ไทย) อกหักซ้ำสองที่ “ยูเอ็น”
“สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี” บก.ข่าวต่างประเทศ นสพ.เดอะเนชั่น เขียนความเห็นลงเฟซบุ๊คส่วนตัวหลังประเทศไทยพ่ายคาซัคสถาน ในการชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรแห่งสหประชาชาติ
ก็ไม่ต้องเสียใจหรอกที่พลาดที่นั่งสมาชิกไม่ถาวรที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพราะได้วิเคราะห์กันไปแต่ต้นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า คาซัคสถานนั้นถูกเลือกเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะไม่มีประเทศเอเชียกลางนั่งอยู่ใน UNSC เลย ในขณะที่เอเชียตะวันออกนั้นมีญี่ปุ่นอยู่และมาเลเซียซึ่งไปในนามอาเซียนก็จะหมดวาระในปีนี้เอง จะเลือกไทยเข้าไปเสียบแทนมันก็เสียสมดุล
ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียต้องการมีอิทธิพลในภูมิภาคนั้นก็เลยแข่งกันสนับสนุนคาซัคสถาน ซึ่งเขาก็ฉลาดที่เสนอประเด็นว่าจะช่วยยูเอ็นเรื่องนิวเคลียร์ ผลประโยชน์ทางการเมืองโลกมันลงตัวตรงนั้นพอดี
ประเทศไทยไม่ได้มีคุณสมบัติด้อยอะไรหรอก เรื่องการรัฐประหาร เรื่องสิทธิมนุษยชนที่พูดๆนั้นเป็นปัญหาที่ทำให้ไทยมีภาพพจน์ไม่ดีแน่ แต่ก็ไม่เคยมีข้อกำหนดใดใน UNSC ว่าห้ามประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้าเป็นสมาชิก
คาซัคสถานก็ไม่ได้มีความโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใดเลย แต่นี่ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลว่า รัฐบาลไทยมีสิทธิละเมิดสิทธิของพลเมืองหรอกนะครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาการเมืองภายในนี้เองที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีและลดสมรรถนะทางการเมืองระหว่างประเทศลงอย่างมาก
จริงๆแล้วทีมไทยขวัญเสียตั้งแต่พลาดตำแหน่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อปีก่อนโน้นแล้ว แต่งานนั้นต้องบอกว่าไม่เจียมจริงๆเพราะประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนกว้างขวางขนาดไทยนี่ไม่ควรสมัครแต่แรกแล้วแหละ แต่เสียงสนับสนุนที่บางเบานั่นเป็นสิ่งที่ต้องคิดมากด้วย
ความที่ประเทศไทยหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตัวเองมากเกินไป ทำให้มองข้ามคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่งของตัวเองไป กล่าวคือ หากมองในมุมภูมิภาคแล้ว เรื่องทะเลจีนใต้นั้น เป็นประเด็นสำคัญและไทยมีคุณสมบัติที่ดีพอจะเสนอตัวเข้าไปแก้ไข หลายประเทศคงจะสนับสนุนไทยได้แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องตีตัวออกห่างจีนสักหน่อย
แต่ทีมไทยกลับไปเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (เวลาหาเสียงกับประเทศอื่นเขาใช้คำว่า sustainable development ตามเป้าหมายสหประชาชาติ) ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาที่ยูเอ็นให้ความสำคัญ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องร้อนแรงพอจะเรียกความสนใจอะไรได้
ประการสำคัญคือ หลายปีที่ผ่านมานี่นับแต่รัฐประหารงานด้านต่างประเทศของไทยไม่โดดเด่นเลย เพราะเอาแต่เสียเวลาไปชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งต่อให้ใช้เงิน ใช้เวลาไปกับการชี้แจงมากเท่าใดก็ยากที่โลกนี้จะเข้าใจได้ หนักเข้ามันเป็นผลเสีย เพราะเราดันไปบอกกับโลกว่า เคารพสิทธิมนุษยชนในขณะที่ตำรวจทหารไล่จับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่บ้านกันโครมๆ หรือไปพูดว่ามีรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย มันทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเสแสร้งและมือถือสากปากถือศีลอย่างหาที่เปรียบมิได้ในสายตาชาวโลก
ผิดหวังคราวนี้ก็ควรมานั่งทบทวนบทเรียนกันบ้างก็ดี ความจริงก็น่าเห็นใจพี่ๆน้องๆที่กระทรวงต่างประเทศ ถูกกดดันให้ขายตะกั่วต่างทองคำมันก็ยากลำบากอยู่ แต่ก็อยากจะสนับสนุนให้ “กล้าหาญ” กันมากกว่านี้ที่จะบอกกับผู้มีอำนาจว่า เราจะต้องตั้งหลักการต่างประเทศของเราใหม่ ปัญหาการเมืองภายในทำให้สมรรถภาพและความมั่นใจของประเทศเราลดลงมาก เราจะแสวงหาบทบาทในเวทีโลกในขณะที่ยังเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร
ก่อนจะจบก็พอมีรางวัลปลอบใจอยู่บ้าง ข่าวดีปล่อยออกมาแล้วว่าสหรัฐจะยกฐานะ TIP (รายงานการค้ามนุษย์) ให้ แต่ให้รู้ว่านั่นเป็นผลมาจากการทำงานหนัก กล้าจับกุม “พวกกันเอง” ยอมเสียหน้าเมื่อศาลยกฟ้องนักข่าว เท่านั้น ไม่ใช่การเที่ยวไปเอาอกเอาใจใครหรือทะเลาะกับใคร