ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/231540

การเมือง : 28 มิ.ย. 2559
“ไพโรจน์” ชี้ ร่างรธน.ใหม่ สิทธิพื้นฐานหายอื้อ
“ไพโรจน์” ชี้ ร่างรธน.ใหม่ สิทธิพื้นฐานหายอื้อ ถูกย้ายเข้าในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มีงาน “ถกแถลงเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1” โดยนายไพโรจน์ พลเพชร จากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้กล่าวถึงรายงานการศึกษาเปรียบเทียบ ร่างรัฐธรรมนูญสิทธิเสรีภาพของบุคคลและหน้าที่ของรัฐ ว่าในร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และรัฐธรรมนนูญฉบับก่อน มีหลักการที่เหมือนกันคือบททั่วไปในการกำหนดเจตจำนงของรัฐในการคุ้มครองศักศรีความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 และ 40 ได้รับระบุว่า ให้การใช้อำนาจองค์กรของรัฐ ต้องคำนึงศักศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ และสิทธิที่รัฐธรรนูญ ได้รับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันธ์รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการกำหนดหลักการดังกล่าวเหมือนอย่างที่ผ่านมา ทั้งนี้การจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญปี 50 ได้บัญญัติให้บุคคลอ้างศักศรีความเป็นมนุษย์ได้ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น และไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มหลักขึ้นมาว่าการใช้เสรีภาพต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แทนที่ถ้อยที่คำว่าไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องความมั่นคงไม่มีกรอบการตีความที่ชัดเจน แต่ให้ความสำคัญกับดุลพินิจของรัฐ
นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นำสิทธิบางเรื่องไปบัญญัติเป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน หรือสิทธิในการเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตามแม้ว่าทางกรธ. ระบุว่าการบัญญัติเช่นนี้ จะทำให้สิทธิเกิดเป็นรูปธรรมมากกว่า แต่กลายเป็นว่าสิทธิของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ริเริ่ม อย่างไรก็ดีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้มีหมวด แนวนโยบายแห่งรัฐ ที่ตัดคำว่า “ต้อง” ออกทั้งหมด และใช้คำว่า “พึง” อีกทั้งนำบทบัญญัติที่เคยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆว่า บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางสำหรับตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทำให้บทบัญญัติในหมวดนี้ไม่มีความหมาย และไม่มีผลในทางปฏิบัติ
นายไพโรจน์กล่าวต่อไปว่า หลักสิทธิเสรีภาพที่หายไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ สิทธิที่ประชาชนสามารถร้องต่อศาลได้โดยตรง หากถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ศาลเพิกถอนการกระทำนั้น รวมถึงกำหนดให้มีการเยียวยาตามสมควร หรือสิทธิในการดำรงชีพในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีหลักการดังกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในส่วนสิทธิพื้นฐานอื่นๆ อาทิ สิทธิแรงงาน, สิทธิเด็กและเยาวชน, สิทธิคนพิการหรือทุพพลภาพ, สิทธิในถิ่นที่อยู่อาศัย ถูกระบุให้เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐแทน ในส่วนสิทธิการพัฒนา ที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิร่วมในการดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมของรัฐที่มีผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งได้รับข้อมูล และเหตุผลจากหน่วยงานราชการ ก่อนการอนุญาตดำเนินการ และกำหนดให้รัฐมีการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณา แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการออกกฎที่มีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน หรืออย่างในสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รัฐธรรมนูญฉฐับปี 50 ได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิดังกล่าว โดยรัฐต้องเปิดเผย เว้นแต่ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับระบุให้สิทธิดังกล่าวเป็นหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ดีสิทธืที่มีเพิ่มขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือสิทธินการคุ้มครองมารดาทั้งก่อนและหลังการคลอดบุตร ซึ่งไม่มีเรื่องนี้ในฉบับก่อน
ขณะที่ นายมานิตย์ จุมปา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอรายงานรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบของไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่ามีสิทธิหลายอย่างที่รัธรรมนูญสองประเทศมีเหมือนๆกัน อาทิ สิทธิการนับถือศาสนาเช่นกัน แต่ของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มว่าห้ามรัฐปฏิบัติต่อศาสนาใดเป็นพิเศษ ในส่วนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด และเขียนนั้น แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญไทยจะไม่ได้ระบุถึงการพูดก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) แต่ก็สามารถตีความร่างรัฐธรรมนูญให้คลอบคลุมไปถึงเรื่องนี้ได้ เหมือนการตีความรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา หรืออย่างสิทธิเสรีภาพในการสมาคม ที่มีการรับรองในรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับเช่นกัน หากแต่ว่าของสหรัฐอเมริกาได้คุ้มครองไปยังสิทธิการไม่สมาคมกับคนบางพวกด้วย หรืออย่างในเสรีภาพการชุมนุมนั้นที่รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเทศก็ให้การรับรอง แต่ของไทยจะระบุชัดเจนว่าการชุมนุมนั้นจะต้องปราศจากอาวุธ
“โดยสรุปแล้ว ถ้าพูดอย่างใจเป็นธรรม เวลากล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญไทยดูเหมือนจะไม่รับรองสิทธิเสรีภาพดูจะเป็นคำกล่าวอ้างที่ลอยเกินไป แต่พอได้ศึกษาเปรียบเทียบกับบทบัญญัติต้นแบบของสหรัฐอเมริกา จะพบว่าในเชิงบทบัญญัติแล้ว อะไรที่สหรัฐอเมริการมี ไทยเราก็มี หากแต่บางเรื่องเราไม่มีเหมือนเขา เพราะเราเห็นว่าไม่ควรจะมีเช่น สิทธิในการครอบครองอาวุธโดยเสรี หรือการมีระบบพิจาณาโดยคณะลูกขุน ดังนั้นในเชิงบทบัญญติแล้วเราก็ไม่น้อยหน้ากว่าต่างประเทศ แต่ที่เรามีปัญหามากที่สุดไม่ใช่เรื่องบทบัญญัติ แต่เป็นเรื่องที่ว่าหลังจากที่บัญญัติแล้ว สิทธิและเสรีภาพจะเป็นจริงมากน้อยเพียงไร เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งของสหรัญอเมริกาเขาใช้เลา 200 กว่าปีในการตีความคำว่าเสมอภาคมาตลอด ซึ่งมีพัฒนาการเรื่อยๆ จนตีความได้ว่าทุกสีผิวมีความเท่าเทียมกัน” นายมานิตย์ กล่าว.
