ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/232228

การเมือง : 3 ก.ค. 2559
กกต.ติง เพื่อไทย
กกต.สมชัย ติง อดีต ส.ส.เพื่อไทย ที่พูดโยงเรื่องเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 กับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ ควรฟ้อง หากพูดลอยๆ อาจโดนฟ้อง
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าขณะนี้มีชาวบ้านแจ้งว่า เจ้าหน้ารัฐไปบอกชาวบ้านว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญหรือผ่านร่างรัฐธรรมนูญ แล้วจะได้เงินค่าช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เหตุนี้เกิดขึ้นที่หลายหมู่บ้าน ต.นาส่วง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ กกต.ช่วยตรวจสอบด้วย เพราะตนไม่เชื่อว่าเป็นคำสั่งรัฐบาลหรือคสช. คงเป็นผู้ปฏิบัติดำเนินการกันเอง
ทั้งนี้ขอเรียนว่า ตนเคยท้วงติงเรื่องการจะแจกชุดกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว เรื่องช่วยชาวนาไร่ละ1,000 ไม่เกิน 10 ไร่ ก็ออกมาตามมติ ครม.เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ใช้เงินราวๆ 40,000 ล้านบาท ทำไมตอนปีที่แล้วชาวบ้านมีผลกระทบจากราคาข้าวและภัยแล้ง ทำไม่ไม่จ่าย มาจ่ายปีนี้ แปลว่าสองปีได้ไร่ละ 500 บาท
นอกจากนี้โครงการหมู่บ้านละสองแสนบาทก็โหมดำเนินการ ใช้เงินราว 17,000 ล้านบาท ตนไม่คัดค้านการช่วยชาวนาหรือการพัฒนาหมู่บ้าน แต่ช่วงจังหวะการใช้เงินหว่านลงไป เหมือนบ่งบอกเจตนาแอบแฝงบางอย่าง หากเป็นแบบนี้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็คงถือเป็นร่างที่ใช้งบประมาณมหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า นายสมคิดควรจะรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่คนไหน หน่วยงานไหนเป็นคนทำ แล้วมาร้องต่อ กกต. อาจจะเป็น กกต.ส่วนกลาง หรือ กกต.ที่อุบลราชธานี หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้
“หากเจ้าหน้าที่ของรัฐพูดแบบนี้จริง ก็ถือว่าผิด แต่คุณสมคิดไม่ควรออกมาพูดลอยๆ เพราะไม่เกิดประโยชน์ และทำให้คนอื่นเสียหาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะฟ้องร้องว่าคุณสมคิดใส่ร้ายป้ายสีก็ได้” นายสมชัย กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ครม.มีมติเห็นชอบ 4 โครงการ ให้ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย วงเงินงบประมาณรวมกว่า 45,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย
1.มาตรการดูแลหนี้สินเดิมผ่านโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรรายย่อย ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการผลิตข้าวไม่เกิน 500,000 บาท จำนวนประมาณ 2 ล้านราย โดยจะขยายเวลาชำระต้นเงินออกไป 24 เดือน พร้อมลดดอกเบี้ยให้ 3% ทั้งนี้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 1.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.5% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรคิดเป็นเงินปีละ 2,700 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,400 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะมีภาระดอกเบี้ยเพียง 4% และมีสิทธิกู้เงินเพื่อฟื้นฟูหรือพัฒนาอาชีพของตนเองได้ตามศักยภาพอีกด้วย
2.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ วางแผนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้และการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ธ.ก.ส.ดำเนินการร่วมกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนต่างๆ จัดอบรมเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 “รู้กระแสเงินสด อนาคตมั่นคง” เน้นการวิเคราะห์กระแสเงินสดจากการประกอบอาชีพปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจต้นทุนและรายได้ที่แท้จริง จำนวน 300,000 ราย จากนั้นจะคัดเลือกเพื่ออบรมในหลักสูตรระยะที่ 2 “ปรับเปลี่ยนการผลิต สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” เน้นการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากการผลิตครบวงจรและการพัฒนาอาชีพเสริมตามแนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) มีการจัดการด้านการผลิตที่มีตลาดรองรับชัดเจน จำนวน 15,000 ราย เริ่มดำเนินการ 1 กรกฎาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 258 ล้านบาท
3.มาตรการรักษาเสถียรภาพการผลิตผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส.ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย รวมทั้งภัยจากศัตรูพืชและโรคระบาด มีพื้นที่เป้าหมาย 30 ล้านไร่ โดยมีอัตราค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากันทั่วประเทศอัตราไร่ละ 100 บาท รัฐบาลอุดหนุนไร่ละ 60 บาท เกษตรกรชำระไร่ละ 40 บาท สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนของเกษตรกรให้ทั้งหมด สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของภาครัฐจำนวน 2,071 ล้านบาท
4.โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 จำนวนประมาณ 3.7 ล้านราย โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ รวมงบประมาณของโครงการทั้งสิ้น 37,860 ล้านบาท โดย ครม.เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรายละเอียดก่อนดำเนินการตามโครงการต่อไป