ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/233124

การเมือง : 10 ก.ค. 2559
เปิดคำสั่งสนช. ปลด 2 บิ๊ก ขรก.สภาฯ
เปิดคำสั่งสนช. ปลด2บิ๊ก ขรก.สภาฯ กรณีผิดวินัยร้ายแรงเหตุทำหน้าที่ไม่รอบคอบเป็นเหตุทำแผนสร้างรัฐสภาใหม่ช้า-กรณีเซ็นให้ “สผ.” ยืมเงิน สโมสรรัฐสภา โดยไม่มีอำนาจ
10 ก.ค. 59 -จากกรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงนามคำสั่งให้ข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย นายคุณวุฒิ ตันตระกูล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาติ ธรรมศิริ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ออกจากตำแหน่งราชการ เพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนสร้างความเสียหายแต่ราชการนั้น ล่าสุดได้มีการเผยแพร่คำสั่งทางการ ทั้งสิ้น 2 ฉบับ โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้
1.คำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ 106/2559 เรื่องลงโทษปลดออก ซึ่งเป็นกรณีของนายคุณวุฒิ ฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการดินในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่าละเอียด รอบคอบ และเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดต่อราชการ กรณีการขนย้ายมูลดินออกจากพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า ทำให้กระทบต่อแผนงานก่อสร้างและทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องเช่าอาคารของเอกชนเพื่อใช้เป็นสำนักงาน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณจำนวนมาก สืบเนื่องจากการกระทำของนายคุณวุฒิโดยตรงที่ไม่นัดประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการดินฯ อย่างต่อเนื่องและพบการทอดเวลานัดประชุมครั้งที่ 8 กับครั้งที่ 9 ไว้นานถึง 4 เดือน ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อราชการ ตามกฎ ก.ร. ว่าด้วยวินัยข้าราชการสามัญ พ.ศ.2555 ข้อ 2 (5) และข้อ6 (7) สมควรได้รับโทษปลดออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้ในท้ายคำสั่งสนช. ได้ให้สิทธิผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ร. ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำสั่งลงโทษ
และ 2.คำสั่ง สนช.ที่ 107/2559 เรื่องล’โทษไล่ออก เป็นกรณีของนายสมชาติ ฐานะประธานกรรมการสโมสรรัฐสภาและผู้จัดการสโมสรรัฐสภา และรองประธานกรรมการจัดสร้างวัตถุมลคล (หลวงปู่ทวด) ที่ได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง กรณีใช้ตำแหน่งประธานกรรมการสโมสรรัฐสภาลงนามอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืมเงินของสโมสรรัฐสภา จำนวน 3,450,578 บาทเพื่อใช้ในการจัดสร้างวัตถุมลคล โดยไม่มีอำนาจและไม่มีกฎหมายรองรับ เนื่องจากการแต่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภาดังกล่าวไม่ผ่านการดำเนินงานของกองงานกิจการทั่วไปของสำนักงานฯ และจากการให้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวทำให้สโมสรรัฐสภา ไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร และกรณีที่ที่ให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯยืมเงินของสโมสรฯ เป็นจำนวนมากนั้น เป็นการสร้างภาระให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่ต้องหาเงินมาชดใช้
อย่างไรก็ตามจากการดำเนินการดังกล่าว ล่าสุดสโมสรรัฐสภาได้รับเงินคืนเพียง 506,199 บาท และยังมีเงินที่ไม่ได้คืน จำนวน 2,944,379 บาท ซึ่งจากการกระทำของนายสมชาตินั้นถือว่าใช้อำนาจมิชอบทำให้สโมสรรัฐสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสียหายร้ายแรง อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย และขนบธรรมเนียมราชการ ถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎ ก.ร. ว่าด้วยวินัยข้าราชการสามัญ พ.ศ.2555 ข้อ 2 (2) และ (3) และข้อ6 (1) และ(7) สมควรได้รับโทษปลดออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้ในท้ายคำสั่งสนช. ได้ให้สิทธิผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ร. ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำสั่งลงโทษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารคำสั่งลงโทษนายคุณวุฒิ ให้ปลดออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษนายสมชาติ ให้ถูกไล่ออกจากราชการ นั้นมีการถูกเผยแพร่ไปยังข้าราชการสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาฯ วุฒิสภาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อผลการตรวจสอบการกระทำที่นำมาซึ่งการลงนามคำสั่งลงโทษทางราชการโดยนายพรเพชรเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะลงโทษข้าราชการระดับสูงด้วยการให้ออกจากราชการ อีกทั้งรายละเอียดการตรวจสอบยังไม่มีความรอบด้านเท่าที่ควร เช่น ความเสียหายต่อราชการที่เป็นมูลค่า หรือมีการตรวจสอบทางบัญชีของผู้ที่ถูกลงโทษ ทั้งนี้ยังสร้างความหวาดหวั่นต่อการทำงานของข้าราชการในหลายระดับต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือการเรียกประชุมคณะทำงานในความถี่กี่ครั้งต่อเดือนจึงจะถือว่าเหมาะสมและสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบเพียงพอ ทั้งนี้ในช่วงเช้าของวันที่11 ก.ค.มีข้าราชการส่วนหนึ่งเตรียมเข้าให้กำลังใจนายคุณวุฒิ และนายสมชาติ ซึ่งจะเข้ามาขนย้ายสิ่งของส่วนตัวออกจากห้องทำงานด้วย
ทางด้านนายสมชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่ายหลังจากเห็นรายละเอียดคำสั่งให้ไล่ออก ว่า ตนเตรียมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อกรรมการ ก.ร.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ เพราะการให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯยืมเงินสโมสรรัฐสภา จำนวน 3.4 ล้านบาทนั้น ไม่ได้กระทำโดยทุจริตหรือมีเจตนาไม่ชอบ เพื่อหวังได้เงินของสโมสรรัฐสภามาเป็นของตนเอง เพราะตามระเบียบของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ สโมสรรัฐสภาถือเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักงานฯ ไม่ใช่เป็นนิติบุคคลภายนอก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ แต่งบประมาณของส่วนราชการ ทั้งนี้ในการทำสัญญายืมเงินดังกล่าว มีการระบุด้วยว่า รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายวัตถุมลคลนั้น จะนำไปชดใช้คืนให้กับสโมสรรัฐสภาในจำนวนเท่ากับเงินต้นที่ได้ยืม ส่วนกำไรที่ได้จากการจำหน่ายนั้นจะนำเข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ และใช้ในเรื่องสาธารณะประโยชน์ และช่วยเหลือข้าราชการในสังกัด ทั้งนี้การนำเงินของสโมสรรัฐสภาให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยืมนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยที่นายพิทูรย์ พุ่มหิรัญ และนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร